Menu Close

ประสบการณ์ของคนที่เคยทำธุรกิจแล้วเจ๊ง เป็นบทเรียนให้คนรุ่นต่อไป

ตู้เติมเงินมือถือ สมหวัง

คนเคยเจ๊ง ช่วยบอกเอาบุญหน่อยได้มั๊ยครับ ว่าทำไมถึงเจ๊ง

อยากถามคนที่เคยทำธุรกิจแล้วล้มเหลวหน่อยครับ

ว่าธุรกิจที่ำทำเป็นธุรกิจอะไร ทำไมถึงเจ๊งได้

เพราะเหตุปัจจัยอะไร พลาดตรงไหน

อยากทราบประสบการณ์แต่ละท่านครับ

จะได้ระวังไว้

ถือว่าทำบุญเป็นวิทยาทานครับ

ขอบคุณครับ

จากคุณ : เคยรู้อะไรกะเค้ามั่งมั๊ยเนี่ย
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 11:41:10

ความคิดเห็นที่ 1

เพราะความ อวดดีและไม่รู้ และประสบการ์ณ น้อยครับ คิดว่าอะไรก็คงง่ายไปหมด

สรุปเจ๊งไม่เป็นท่าครับ

แก้ไขเมื่อ 06 ก.พ. 55 12:28:21

จากคุณ : nutkung0124
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 12:27:45

ความคิดเห็นที่ 3

เห็นด้วยกับคห.1 แต่ขอเสริมนะค่ะ
คิดว่าเรื่องธุรกิจเป็นเรื่องง่าย ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ รวมทั้งนิตยสารธุรกิจ ไม่เคยมีประสบการณ์ ยกตย.ง่ายๆเช่นคุณอยากเปิดร้านอาหาร แต่คุณไม่เคยมีความรู้เรื่องอาหาร ทำอาหารก้อไม่เป็น คิดว่ามีเงินเดี๋ยวก้อจ้างคนมาทำก็ได้ แนะนำให้คุณไปเป็นลูกจ้างร้านอาหารสักปีนึง ไปรู้ปัญหาของร้านอาหาร ระบบงาน ความต้องการของลูกค้า ความรู้สึกลูกจ้าง ไปจ่ายตลาดที่ไหน เป็นต้น
รอให้คนอื่นมาต่อนะค่ะ
ปล.เคยสอนน้องชายเรื่องทำธุรกิจค่ะ แต่เขาไม่ฟัง ดื้อ รั้น ทนง คิดว่าทำได้แต่เจ๊งไม่เป็นท่า

จากคุณ : ว่าที่Master
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 13:22:43 A:124.38.64.241 X: TicketID:346307

ความคิดเห็นที่ 4

โดนหุ้นส่วนโกงครับ

แต่กรรมตามทัน ตอนหลังมันก็เจ๊งตามเรามาเหมือนกัน

จากคุณ : master_zo
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 13:23:21

ความคิดเห็นที่ 5

สวัสดีครับ ขออนุญาตแชร์ความผิดพลาดของตัวเองครับ

ขาดความรอบครอบเรื่องบัญชี
คิดว่าลูกค้าที่อุดหนุนเราประจำ จะอุดหนุนต่อไป
มองตลาดผิด ขาดประสบการณ์
อวดดีไปหน่อย มั่นใจในตัวเองมากไป
คิดว่าคนรอบข้างไว้ใจได้ พึ่งคนอื่น ไว้ใจกันมากไป

สุดท้าย หายนะร้ายแรงที่สุดของผมคือการกู้มาลงทุนเพิ่มเติม
โดยข้อมูลเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น ลงทุนใหญ่ไป
จบลงด้วยการเป็นหนี้หลายล้านเป็นบทเรียน
สูงสุดสู่สามัญ กินแม้กระทั่งกระดาษทิชชู่แทนข้าว
มันหมดตัวจริงๆ ปัจจุบันเอาบทเรียนมาพัฒนา
7 ปี ถึงฟื้นมาพอลืมตาอ้าปากยืนอย่างสง่าได้
มีร้อยจะลงทุนแค่30 นอกนั้นสายป่าน และเงินหมุน
สัญญากับตัวเองว่า แม้นจะมีเงินมาแค่ไหน ไม่ฟุ้งเฟ้อ
และไม่ประมาทในชีวิต เพราะธุรกิจอะไรไม่แน่ไม่นอน

=^ ^=

แก้ไขเมื่อ 06 ก.พ. 55 13:26:23

จากคุณ : GATOCLUB
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 13:24:13

ความคิดเห็นที่ 6

ถูกใจ คิดว่าต้องมีคนโดนเหมือนกัน คือ โดนโกง

จากคุณ : นางฟ้าไซเบอร์
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 13:34:19

ความคิดเห็นที่ 7

1.ขี้เกียจ (ย้ำอยู่กับที่)
2.คิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาด มองคนอื่น-คู่แข่งโง่ไม่เท่าไหร่

จากคุณ : อยากไปขึ้นสวรรค์
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 13:34:50

ความคิดเห็นที่ 8

ของผมไม่เจ๊งครับ
แต่ผมมองว่า ตลาดที่ผมยืนอยู่
นับวันคู่แข่งยิ่งเพิ่ม คนที่พร้อมกว่าผม
สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่ผมทำ
มันกำลังมาแล้ว ผมประสบการณ์อ่อนกว่า ทุนน้อยกว่า
ช่วงนั้นกำไรกำลังงาม กอบโกยผลประโยชน์สุดๆ
แล้วก็ปิดกิจการครับ เอากำไรช่วงนั้นมาเก็บไว้
แล้วก็ไปเปิดตลาดใหม่

เพราะต่อมาไม่นาน ตลาดนี้แข่งขันกันสูง
คนที่มีศักยภาพ และมูลค่าสูงกว่า มาไล่กินปลาเล็กตายเรียบ
ของบางอย่าง อย่าทู่ซี้ ฝืนทำไป กระแสโลกมันหมุนไปได้ตลอด
เก็บเงินกำไร ไปเปิดกระแสใหม่ดีกว่า

แก้ไขเมื่อ 06 ก.พ. 55 13:53:01

จากคุณ : ZenTriO
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 13:48:16

ความคิดเห็นที่ 9

มันตอบยากนะครับ เพราะมีหลายปัจจัยหลัก เช่น ไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ทำ ลูกจ้างโกง

หุ้นส่วนโกง ทุน้อยแต่คิดการใหญ่ ไม่มีความรับผิดชอบ ยืมจมูกคนอื่นหายใจตลอด

พวกนี้ทำให้เจ้งได้ทั้งนั้นแหละครับ

ขอยืมคำ คุณตันมาแล้วกัน ” การรักษาธุรกิจให้อยู่รอดไปได้ คือการได้หุ้นส่วนที่ดี ”

จากคุณ : SAIMไท
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 14:18:30

ความคิดเห็นที่ 10

บางที คุณไม่ต้องทำอะไรผิดพลาดเลย คุณก็เจ๊งได้ … จากปัจจัยภายนอก เช่น ตลาดไม่เป็นใจ
แต่ก็สามารถอ้างได้เหมือนกันว่า ก็ศึกษาตลาดมาไม่ดีพอ …

จากคุณ : Morning Star
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 14:23:25

ความคิดเห็นที่ 11

เจ๊งคือไม่เข้าใจธุรกิจตัวนั้นมากกว่าครับ แล้วก็จับดันไม่ถูกเวลา

ถูกที ถูกเวลา ใครก็มีเงินได้ครับ ธุรกิจมันเป็นแบบนี้จริงๆ

จากคุณ : GTNEWSTHAILAND
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 14:40:31

ความคิดเห็นที่ 12

ความไม่สม่ำเสมอของหุ้นส่วน…ให้เวลากับงานน้อยไป…มองตลาดคนละแบบกับหุ้นส่วน

… ตอนทีั่เจีงก็ ขายเสื้อผ้้าตลาดนัด JJ นี่แหละ…เจ๊งเงินไปหมื่นหน่อยๆ…แต่ที่เจ๊งหนักกว่าคือคือเลิกคบ…

จากคุณ : นายโอ้นโต้น
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 15:11:37

ความคิดเห็นที่ 13

มองตลาดไม่ขาด บริหารจัดการไม่เป็น ทำอะไรเกินตัว

ซึ่งตัวเองก็กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ ยังไม่ถึงกับเจ๊งแต่ขาดทุนติดๆกันสองเดือนแล้ว

จากคุณ : gift_thanitta
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 15:30:04

ความคิดเห็นที่ 14

ใจร้อน เห็นเงินแล้วมือเติม ใครเตือนก็ไม่ฟัง คิดว่าตัวเองเก่ง อีโก้สูง

สุดท้าย

พัง

รออีกแป๊ป กำลัง ขีดกระทู้ สร้างจากดินสู่ฟ้าอยู่ แป๊ปนะ

จากคุณ : คนผ่านมา (ผมมีแค่ร้อยทิป)
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 15:43:59

ความคิดเห็นที่ 15

ผมเคยทำร้านขายเสื้อเด็กตามตลาดนัดย่านลาดกระบัง
ตอนนั้นทำอยู่ได้ ประมาณ 6-8 เดือน ขาดทุนไป 1.2 แสนบาท
แต่ก็ได้บทเรียนมาเยอะมาก

1. อย่ากู้เงินมาลงทุน ควรจะเป็นเงินเก็บมากกว่า
ได้สินเชื่อสวัสดิการที่ทำงานมาลงทุนครับ ตอนนั้นลูกสาวอายุได้ 2 ขวบ เลยตัดสินใจทำเสื้อผ้าเด็กดีกว่า ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ทำเอาประสบการณ์ แต่ลึกๆก็หวังกำไรด้วย ตอนนี้ต้องจ่ายเงินคืนแบงค์ครับ ทนๆอีก 3ปีก็เป็นไทแล้ว

2. ต้นทุนเรื่องยานพาหนะค่าขนส่ง เป็นเรื่องสำคัญ
ตอนไปเอาของที่เพชรเกษมเพื่อขนของมาขายลาดกระบัง ค่าแท็กซี่โหดเกินครับ เคยลองนั่งดู ไปกลับ 1000 บาทถ้วน ถ้าไปกับรถโดยสารก็เหนื่อยโครตนั่ง 3 ชั่วโมงขากลับยังไม่ถึงเลย ใครบอกว่าขายของไม่ต้องคำนวนค่าขนส่ง…ผมขอเถียงครับ หนทางเดียวที่คนทำได้แบบนั้น คือ ขายของออนไลน์ครับ แต่ค่าขนส่งก็บวกไปแล้วอยู่ดี แต่สั่งเยอะไง มันเลยถูก

3. คู่แข่งที่สายป่านยาวกว่าตั้งราคาต่ำกว่าตีกระจุย
คู่แข่งของเราคือลูกค้าเรานี่แหละครับ เขาจะทำทีมาเดินดูของ ถามราคานั่นโน่นนี่ อาทิตย์ต่อมาสะใจแม่ยก…เปิดร้านขายฝั่งตรงข้ามซะงั้น อยากจะด่าคนวางล็อคมากๆ ราคาถูกกว่าร้อยละ 30 วันนั้นแทบตบยุง

4. ไม่ทันคน เชื่อคนอื่นมากไป
ฝ่ายจัดการพื้นที่บอกว่าจะไม่มีสินค้าประเภทเดียวกันขายชนกัน แต่เอาเข้าจริงมันคือ red ocean อย่างที่ผมบอกในข้อที่แล้ว เขาไม่สนใจหรอกว่าของที่ขายจะชนกันหรือไม่ แค่วันนั้นมีคนวางเงินลงล็อคครบถ้วนเขาก็พอใจแล้ว ไอ้นโยบายพรรค์นั้นมันมีแต่ในนิยาย 555

5. ไม่รู้จักติดสินบนเจ้าที่ ก็คนวางล็อคนั่นแหละ
ตอนตกลงทำสัญญา เขาบอกว่า ถ้าผมเช่าล็อกในพลาซ่า ผมจะมีพื้นที่ขายของข้างนอกด้วย แต่พอเอาเข้าจริงคนวางล็อคบอกว่าไม่ได้ ทนๆขายในพลาซ่าที่เงียบเหงาต่อไป ผมนั่งบื๊ออยู่ได้ตั้งนาน จนมารู้ว่าร้านข้างๆจ่ายเงินเพิ่มจนได้พื้นที่ขายของด้านนอก ซึ่งยอดขายก็กระเตื้องขึ้นหน่อย แต่พอมาเจอข้อต่อไป จอดไม่แจวเลย

6. อย่าพึ่งพา supplierรายหนึ่งรายใดมากเกินไป เสพย์ติดสินค้าของเขาจนโงหัวไม่ขึ้นขึ้นมา…แล้วจะหนาว
เสื้อผ้าร้านนึงสวยมาก ผมเอามาลง ต้นทุนตัวละ150-180 ผมเอามาขาย 360 เซลแล้วยังได้กำไรอยู่ที่ 300บาทถ้วน ทุกอาทิตย์ต้องไปดูแบบเสื้อใหม่ รับเสื้อใหม่มาลง วันนึงซัพฯแจ้งกับผมว่าของราคาขึ้น ซึ่งลูกค้าผมก็เสพติดสินค้าจ้าวนี้ไปแล้ว พอเปลี่ยนรูปแบบสินค้า ลูกค้าหายครับ เช็ดเคร่…ส่วนต่างกำไรได้น้อยลง จนรู้สึกว่าไม่ใช่แระ เกินไปแระ กุขายไม่ออกแระ เพราะต้นทุนมาเพิ่ม แต่เพิ่มราคาขายปลีกไม่ได้ กุกำลังจะตายแระ…แล้วทุกอย่างค่อยๆพังครับ เงินหมด…จบกัน…555

แต่ทุกอย่าง บทสรุปอยู่ที่ข้อนี้ครับ…

7. ไม่มีความรู้ในทางธุรกิจ
จริงๆคนไม่มีความรู้ธุรกิจก็ทำธุรกิจได้นะ แต่เคสผมน่ะ มันไม่มีความรู้สึกเอาใจใส่ในการทำธุรกิจไงครับ
บัญชีเราก็ทำแบบงูๆปลาๆ
ทักษะในการเจรจาเราก็ไม่มี…เขายื่นอะไรมา เออๆออๆกับเค้าหมด
การวางแผน การกำหนดราคา ทำกันแบบเฉพาะหน้า ตอนที่เจอคู่แข่งขายตัดราคาหน้าร้าน ต้องดั้มราคาแล้วขายของเพิ่มชิ้นไป
การเข้าถึงแหล่งสินค้าราคาถูก มีเกรดอย่างที่โรงเกลือหรือที่อื่นๆ ทำได้ยากเพราะไม่มีรถ ไม่มีโอกาสไปดู
เคยพยายามฝืนนั่งรถไฟไปอรัญประเทศ เหนื่อยสาดๆ อยากจะร้องไห้

…เจ๊ง ซึมไปหลายวัน แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องของคนนี่แหละ…

แต่อย่าเพิ่งหมดหวังครับ ผมอยากจะบอกว่า

ถ้าคุณมีรถ…ติดแก๊สด้วยจะดีมาก
ถ้าคุณเงินถึง…ต้องเงินเย็นนะ ไม่ใช่ไปกู้เค้ามา
ถ้าคุณรู้จักการทำตลาดแบบออนไลน์…มันจะลดต้นทุนหน้าร้านไปได้มาก
ถ้าคุณมีแหล่งที่เชื่อถือได้…(เว็บเตาเปามีทั้งดีและไม่ดี ต้องถามคนที่เคยๆ)
ซึ่งคนที่ขายๆกัน เค้าจะไม่ค่อยบอกคุณหรอก
คุณต้องยอมรับว่าในสังคมพ่อค้าแม่ค้า มันก็ต้องมีการกีดกันทางการค้าแอบแฝงอยู่ ผมไม่ทำไง ซื่อ สงสารคน บอกแมร่งหมด 555
คุณเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นก็แล้วกันครับ บางเรื่องถ้าอยากเจ็บตัวลองเอง…อ่ะ ไม่ว่ากันๆๆ

ถ้าคุณอยากทำธุรกิจ…รอบคอบและตั้งใจครับ เท่านั้นแหละที่ผมไม่มี แต่คุณควรจะมี

ผมมันพลาดเอง คิดซะแบบนั้นนะครับ…ไม่งั้นคนอื่นจะรวยระเบิดระเบ้อหรอ เหรียญมีสองด้าน อ่านประสบการณ์ง่าวๆของผมแล้วอย่าใจแป้วถอดใจล้มเลิกความตั้งใจไปก่อนก็แล้วกัน

จากคุณ : MoMo says
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 15:46:09

ความคิดเห็นที่ 16

1. ทำกับเพื่อน เพื่อนไม่จ่ายตังค์ให้

2. ทำกับหุ้นส่วน หุ้นส่วนขี้เกียจไม่ดูแลร้าน ไม่ทำงาน (นี่ให้เงินเดือนมันด้วยนะ) สุดท้ายเจ๊ง

3. ทำบ่อปลา น้ำท่วม T-T

สองอันแรก ปัญหาโลกแตกแก้ไมได้ คนงี่เง่ายังไงก็งี่เง่า ข้อสาม สุดปัญญากับภัยธรรมชาติ

จากคุณ : โจรดอกบ๊วย
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 16:29:27

ความคิดเห็นที่ 17

ทำธุรกิจมาหลายอย่าง ที่เจ๊งก็มีธุรกิจเลี้ยงไก่ประกัน ช่วงราคาหั่งเช้งดีๆ
เกษตรกรขโมยไก่ไปขาย เหลือให้จับน้อย พอช่วงไก่ใหญ่ราคาถูกๆ มีไก่
ในเล้าเพิ่มขึ้นมาหลาย% รถชั่งโกงน้ำหนักทั้งหน้าเล้า หน้าโรง ลังใส่ไก่
ถ่วงตุ้มหรือเหล็กเส้นเพื่อเพิ่มถ่วงน้ำหนัก ฯลฯ

และเกือบเจ๊งก็มีโรงสีข้าว เพระมีอุดมการณ์ ไม่เข้าร่วมโครงการรับจำนำ
หากเข้าร่วมเหมือนกับต้องร่วมกันฑุจริต ตั้งแต่การซื้อข้าวเปลือก การออกใบประทวน
สวมสิทธิ์ ทำสต็อกข้าว เปาเกา แบ่งให้เซอร์เวเยอร์ ปรับปรุงข้าวแบบไหลผ่านท่อ
หวังค่าปรับปรุง และอีกหลายอย่าง ข้าวที่ได้ก็ขาดคุณภาพ รัฐบาลเก็บข้าวไว้นานๆ
มีสต็อกล้นโกดัง ครั้นจะเปิดประมูลขายให้เอกชนเพื่อขายไปยังตปท.ก็ถูกเอกชน
รายใหญ่หน้าเดิมกดราคา ซื้อถูกขายแพง เงินภาษีของประชาชนทั้งนั้นเลยครับ

จากคุณ : หัวใจจากท้องทะเล
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 16:33:44

ความคิดเห็นที่ 18

ผมมองว่า

ถ้าล้มเหลวแล้วล้มเลิก คือขาดทุนหนัก

ถ้าล้มเหลวแล้วลุก ใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน ส่วนที่ขาดทุนไปคือค่าเล่าเรียนครับ

เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นคือกำไรครับ 🙂

ใครมีประสบการณ์ก็มาแบ่งปันกันนะครับ

ส่วนของผมยังไม่มีประสบการณ์เจ๊งครับ เลยไม่มีอะไรมาเล่า (ไม่อยากมีประสบการณ์นี้ด้วยครับ 🙂 )

จากคุณ : เคยรู้อะไรกะเค้ามั่งมั๊ยเนี่ย
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 16:47:55

ความคิดเห็นที่ 20

ผมขาดประสปการณ์ในธุรกิจครับ ตัวเองคิดว่าแน่มาจากธุรกิจอื่น รู้หลักการบริหารฯลฯ ลองมาจับสิ่งที่ไม่ถนัดดูคิดว่า การบริหารมันเหมือนกัน สุดท้ายมาเจอว่ามันต้องการความรู้เฉพาะทางเยอะมาก

จากคุณ : มาตยา
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 16:53:32

ความคิดเห็นที่ 21

สมัยเด็ก (ปี40)ที่บ้านขายส่ง(ร้านชำ)รายได้ดี แต่หลังๆมีห้างเยอะ
เลยต้องปิดตัวไป

สมัยวัยรุ่นเปิดร้านขายมือถือ รับซื้อ จำนำ มือสอง
ขายดีพอมีเงินเหลือ แต่ยังเด็กอยู่ ขาดความรับผิดชอบ เลยใช้เงินมือเติบ เที่ยวกลางคืน ตื่นมาก็เปิดร้านไม่ไหว เปิดทีเที่ยงมัง บ่ายโมงมั่่ง ลูกค้าเลยหนีไปที่อื่นหมด แถมออกรถคันเป็นล้านไว้เที่ยวอีกสุดท้ายไม่รอด เงินจมกับรถหมด ทุนไม่เหลือ ตัดสินใจเซ้งร้านกลับมาอยู่กับที่บ้านเหมือนเดิม

รถโดนยึดส่งไม่ไหว กลับมาเปิดร้านเช่าซีดี แรกๆดี
พออยู่ได้ถึงรายได้จะต่างกับมือถืออยู่เยอะ
หลังๆหนังไม่ค่อยออกใหม่ ค่าสิทธิ์แพง แผ่นผีเยอะ เลยออกมาขายนัด

เหนื่อยมากแต่ก็รายได้พอสมควร ได้เงินไว ขายไม่กี่ชั่วโมง ใหม่ๆ เหนื่อยต้องหาที่ หลังๆได้ล็อคประจำก็สบายหน่อย แต่หน้าฝนสู้ไม่ไหว ทั้งเปียกทั้งเก็บของก็เลย

หาแผงในตลาดลงแทน ขายพวกกระเป๋า กิ๊บ ช๊อบ
พออยู่ตัวก็ให้แฟนเฝ้า เราออกมา หาร้านขายมือถือ อีกครั้ง

ครั้งนี้ถึงรายได้จะไม่มากเท่าครั้งแรก แถมร้านผุดเป็นดอกเห็ด แต่พอมีประสบการณ์

ก็เลยไม่ยาก มีบทเรียนมาแล้ว แค่ขยันตั้งใจ ไม่ฟุ่มเฟือย จะห่างจากคำว่าเจ๊งได้อีกนานนนจ้า

ตอนนี้จะ33 ร้านซีดียังอยู่ให้พ่อดูแลแทน เราเฝ้าร้านมือถือ ส่วน แฟนที่ดูร้านกิ๊บช๊อบ ทะเลาะกับร้านข้างๆไม่สบายใจเลยให้เลิก มาอยู่บ้านเฉยๆ

จากคุณ : ทัพยั้ง327 (popvcd1)
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 16:54:55

ความคิดเห็นที่ 22

ของผมเจ๊ง แต่แค่จิ๊บๆ

ผมมีงานประจำอยู่ละ ต่อมาเปิดบริษัทเอง รับงานมาทำเกี่ยวกับงานวิศวกรรม ประสบความสำเร็จสูงมาก และตอนนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ รายได้ของบริษัทนี้ สูสีกับเงินเดือน หรือบางทีก้มากกว่า

ต่อมาอยากแตกไลน์ธุรกิจ จะไปจับตัวอื่น เนื่องจากทำงานด้านวิศวกรรม เลยมองไปที่งานที่เกี่ยวข้อง เริ่มต้นดังนี้

1.กำจัดปลวกด้วยวิธีธรรมชาติ ลงทุนซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มาราวๆ 10,000 บาทพอมาเทสตลาด โอ้แม่เจ้า นี่มันทะเลสีเลือดชัดๆ หั่นราคากันสุดๆ ตอนนี้ปั๊มน้ำเอามาล้างรถแทน เจ๊งครั้งที่ 1

2.ทำสมุนไพรมะรุม อันนี้เจ๊งไม่มากเท่าไหร่ น่าจะไม่ถึงหมื่น หมดไปกะค่า ขวด ฉลาก แคปซูล ซองกันชื้น สุดท้าย หมดเวลา ตลาดวาย ทำกันเยอะเกิน เจ๊ง

3.ขายเสื้อผ้าทาง net น้องอยู่ฮ่องกง ขนเสื้อผ้ามาขาย ลงทุนคนละหมื่นห้า ด้วยที่เราไม่ถนัด เลยให้มันดูแล มันก็อยู่ฮ่องกง ติดต่อลูกค้าก็ลำบาก สุดท้ายตกลงเลิกกิจการ เจ๊งไปคนละ หมื่นห้า

แต่ตอนนี้เปิดร้านสังฆภัณฑ์ รายได้ – รายจ่าย = 0 อิอิ แปลว่ายังไม่เจ๊ง แต่เพิ่งเปิด รอเวลา แต่รายจ่ายผมรวมค่าผ่อนเดือนละ 19,000 ไปแล้วนะ ถือว่าได้ผ่อนตึกไปฟรีๆละกัน อิอิ เลยไม่เครียด

จากคุณ : Mccain
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 17:14:23

ความคิดเห็นที่ 23

เคยเห็นธุรกิจเจ๊ง ประมาณว่า
1.นายทุนมีเงิน เปิดบริษัทให้เพื่อนบริหาร ซึ่งเพื่อนมีแต่ราคาคุย ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ไม่เข้าใจธุรกิจ ทำตัวยุ่งตลอดเวลา สุดท้ายขาดทุนยับ
2. เชื่อใจคนๆเดียว ให้ตั้งทีม พี่แกยกมากันทั้งฝูงเลย ความรู้ เทคนิค พอๆกันทั้งทีม (ห่วยพอกัน) เสริมหนี้ให้มากขึ้นเข้าไปอีก
3. รู้ว่าไม่ใช่ตัวจริงก็ยังดันให้เขาทำให้ได้ ซึ่งสุดท้ายก็ทำไม่ได้

สรุปไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ควรเข้าไปจับเอง ตั้งแต่ตอนเริ่ม โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ๆ ตัดสินใจให้รวดเร็วเด็ดขาด ไม่งั้น เสียเลือดไปเรื่อยๆ ก็ตายแน่นอน

จากคุณ : กินข้าวดูหนังฟังเพลง
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 17:36:44

ความคิดเห็นที่ 24

1.เพราะยอดขายลดลงหรือไม่มียอดขายเลย และก็ไม่รู้วิธีทำให้มียอดขายหรือยอดขายเพิ่ม
2.เพราะไม่รู้ว่าจะแข่งขันกับคู่แข่งที่มีอยู่เดิมหรือคู่แข่งที่เปิดขึ้นใหม่อย่างไร
3.เพราะบริหารเงินในกิจการไม่เป็นจึงทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลังในแต่ละเดือนบ่อยๆหรือทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าใช้จ่ายที่กิจการมีอยู่
4.ไม่รู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของกิจการตนเอง และไม่รู้วิธีในการค้นหาพวกมัน
5.ไม่รู้วิธีการพัฒนาจุดอ่อนของกิจการให้กลายเป็นจุดแข็ง หรือพัฒนาจุดแข็งให้กลายเป็นจุดแข็งยิ่งขึ้น

แก้ไขเมื่อ 06 ก.พ. 55 17:56:09

จากคุณ : ดอน สเตราส์
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 17:53:38

ความคิดเห็นที่ 25

(ไว้ใจ + เชื่อใจ + มั่นใจ) x อะไรที่ผิดๆ = เจ๊ง

จากคุณ : dupdanup (ดูบดานูป)
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 18:41:37

ความคิดเห็นที่ 26

ทำร้านอาหารค่ะ เจ๊งเพราะ
– ไม่มีประสบการณ์
– ไม่มีความรู้ในการทำอาหาร ต้องพึ่งพาแม่ครัว ถ้าแม่ครัวหยุด เราก็ต้องหยุดด้วย
– โดนโกง
– ทำเล ไกลจากบ้านมาก

*ปอลิง อยากบอกทุกคนที่จะทำธุรกิจส่วนตัวว่า ถ้าไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาคนอื่น อย่าทำเลยค่ะ เรายืนยัน!

จากคุณ : มีลูกชื่อหยอง
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 18:57:24

ความคิดเห็นที่ 27

ของเราจะเป็นสวนผลไม้นะค่ะ แล้วมันเจ๊งยังไง?

– สวนลองกองกำลังออกดอกเกือบ 200-300 ต้น โดนน้ำป่าถล่มที่อำเภอลับแลเมื่อปี 2549 สวนเราติดลำห้วย(ลำน้ำ) ทั้งต้นลองกอง ต้นมะพร้าว ต้นมะเดื่อ 2 คนโอบ ลอยไปกับน้ำโคลน หายไปครึ่งสวน ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 700,000 ฿

– ให้คนงานพ่นฮอร์โมนต้นลองกองรอบๆต้นที่เป็นดิน แต่คนงานแสนซื่อดันไปพ่นกับกิ่งก้านที่มีกำลังให้ลูก ปรากฎว่า ลองกองที่พร้อมตัดนั้น ลูกปริแตกทั้งสวน ย้ำ ! ทั้งสวน ค่าเสียหายประมาณ 500,000 ฿

– ปี 2554 ลองกองที่บ้านให้ผลผลิต 2 เข่งเล็กๆ แต่โชคดีที่ได้ทุเรียนหมอนทองเกือบๆ 20 ตัน

ขนาดทำสวนผลไม้ ใช่ว่าจะราบรื่นนะค่ะ อุปสรรคเยอะมากมาย ไหนจะหนอน แมลง คนงาน คนขโมย ราคาตกต่ำ สภาพดินฟ้าอากาศอีก

ปล.ตอนนี้อยากได้คนทำสวนมาก ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหน แถมข้าวสารฟรี มีที่พักฟรี มีสมุนดูแล (น้องหมาอีก 5 ตัว)

จากคุณ : PinkHunsa
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 19:34:44

ความคิดเห็นที่ 29

1. ไม่มีมิตรแท้ และ ศัตรู ที่ถาวรในธรุกิจ
2. อย่ามั่นใจตัวเองสูง
3. อย่าเพ้อฝัน
4. เห็นคนอื่นทำแล้วรวย เลียนแบบแล้วทำตาม พยามยามอย่าทำ ถ้าไม่มีความรู้พอ
5. ถ้ามีหุ้นส่วนกับเพื่อน(สนิท คนรู้จัก) คุยให้จบเลยว่า สุดท้ายคนที่ตัดสินใจคือใคร เดียวมีปัญหาภายหลัง
จากคุณ : lovodath
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 22:46:25

ความคิดเห็นที่ 30

กระทู้นี้ดีครับ เคยได้ยินแต่คนมาขอเคล็ดประสบความสำเร็จ เจอ จขกท. มาขอบทเรียนการเจ๊ง…นับถือเลยครับ

ตอนนี้ผมยังไม่เจ๊งครับ แม้คาดว่าในอีกไม่น่าจะถึง 1 ปี กิจการเล็กๆ ที่ทำอยู่อาจปิดตัวลง ด้วยเหตุผลคือ ไปกรุยทางสายใหม่ที่น่าจะดีกว่า…

ซึ่งผมขอให้ความเห็นเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับธุรกิจหน่อยละกันนะครับ

ในความคิดผมที่ผมยังไม่เจ๊ง เพราะผมพยายามหลีกเลี่ยงปัจจุยที่จะทำให้เจ๊งมาโดยตลอด ซึ่งผมคิดไว้ในใจ คือ

1. คุณภาพสินค้า ต่อ กลุ่มเป้าหมาย
ผมทำขนมวาฟเฟิลขายครับ แรกๆ ไม่อร่อยหรอก แต่อาศัยหน้าด้านขาย กำไรไม่มี แต่ต้องขาย ถามว่าขายเพื่ออะไร เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในย่านทำเลนั้นครับ…ใครทานซ้ำก็ถามตลอดว่าชอบหรือไม่ชอบตรงไหนอย่างไร…แล้วปรับปรุง จนที่สุดก็ครองใจลูกค้าในพื้นที่ (ยังไม่รวมขาจร)
2. หน้าตาสินค้า / ร้านค้า / การผลิต
ร้านของผมทุกอย่างดูง่ายๆ แต่สะอาดครับ วางอุปกรณ์ทุกชิ้นแบบเปิดเผย ลูกค้าสอดส่องถึง…ถามว่าสำคัญไหม ตอนแรกไม่คิดว่าสำคัญ ต่อมาจึงพิจารณาได้ว่า การไม่พยายามกองรวมอุปกรณ์จนซับซ้อน จะทำให้คนมองรู้สึกว่ามันสะอาด น่าจับต้อง ไม่ลึกลับ…ลูกค้าเห็นทุกท่วงท่าของผมครับเวลาทำขนมว่าผมหยิบจับอะไรยังไงบ้าง เขาจึงวางใจในขั้นตอนการทำขนม และเมื่อขนมเสร็จก็ประณีตหน่อยเวลาใส่ถุงให้ลูกค้า เขาจะรู้สึกว่ามันสะอาดน่าทาน
3. ราคาเป็นมิตร
ทำเลผมเป็นย่านหอพักนักศึกษา ผมจึงประคองราคาที่ไม่สูงเกินไป…เอาเท่าที่ตัวเองพอรับได้ ด้วยแนวคิดที่ว่า พยายามกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากเข้าไว้ แล้วค่อยขึ้นราคาทีหลังตามความเหมาะสม เผื่อต้องเสียลูกค้ากลุ่มหนึ่งไป อย่างน้อยลูกค้าที่เหลือก็จะยังมากพออุดหนุนสินค้าเราไม่ให้เจ๊งได้
4. ทำเล
ผมเน้นย่านชุมชนที่ผู้คนอยู่กันเยอะ เพราะหลักๆ ตั้งใจเจาะกลุ่มคนในพื้นที่ แต่ถ้าใครจะเน้นขาจรก็ตามสะดวกครับ
5. คู่แข่ง
สำรวจลูกค้า ทำเล เสร็จก็สำรวจคู่แข่งด้วย ตอนแรกทำเลผมไม่มีคู่แข่ง แต่ตอนนี้คู่แข่งผุดมาแล้ว 1 ดอก…แต่ยอดขายยังประคองตัวอยู่
6. กลยุทธ์ในอนาคต
คิดเผื่อไว้ครับ หากข้อ 1-5 มันไม่เป็นอย่างที่เคยหรืออย่างที่คิดไว้ เราจะมีกลยุทธ์ไหนมาปรับใช้ หรือแก้มวยได้บ้าง

ประมาณนี้แหละครับที่ผมวางแผนและใช้กับร้านของผม ซึ่งปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ
จากคุณ : goddy008
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 22:52:02

ความคิดเห็นที่ 32

เห็นด้วยกับคคห.26
คืออย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ
เคยเจ๊งมาสองหน งานเล็กๆไม่ใหญ่
สาเหตุมาจากอ่อนประสพการ์ณกับต้องพึ่งคนอื่น(ยืมจมูกเค้าหายใจ)

1ทำโรงเห็ด เจ้าข้าเอ๊ย……..ออกดีมากพรึ่บพรั่บเลย แต่หาที่ขายไม่ได้
(ตู……….ศึกษาทุกเรื่อง แต่ดันลืมการตลาด)
2เลี้ยงปลากระชัง อ่ะคราวนี้ผูกตลาดไว้แล้ว(มีเท่าไรส่งมาเลยน้อง เจ๊รับไม่อั้น)
แต่……….หน้าหนาวปีนั้นอากาศเย็นมาก ตายเรียบบบบบบบบบบ

ทั้งสองอย่างอาศัยคนอื่นทั้งนั้น โรงเห็ดก็ให้น้องสะใภ้เฝ้า
กระชังปลาก็ให้ลูกอาดูแล เพราะสถานที่มันอยู่ต่างจังหวัด
เราไปได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์ เพราะงั้นพอมีปัญหา เค้าตัดสินใจแทนเราไม่ได้
แล้วเราก็ไปจู้จี้กับเขามากไม่ได้(ถึงจะให้เงินค่าจ้างก็เถอะ)ไม่งั้นเดี๋ยวได้ทะเลาะกัน
จากคุณ : varada
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 23:12:06

ความคิดเห็นที่ 34

เจอ ลูกค้าประเภทไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ครับ

เจอไปหลายๆ ครั้งเข้า ผมก็เจ้งครับ

ช่วงปี 2540 ครับ
จากคุณ : SCREEN
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 55 23:46:21

ความคิดเห็นที่ 36

เคยมีคนถาม..พิมพ์ไว้เยอะ.. มีคำถามแบบนี้มาอีก..คำตอบเดิมใช้ได้ครับ.. มาดูกันเลย..

ผมขายสินค้าพวก IT ครับ เน้นๆ คือ โทรศัพท์มือถือในช่วงหลายปีก่อน…

“การบริหารวิกฤติ” และ “การบริหารการเปลี่ยนแปลง”

ครับ..

คือ ตอนท่านโกยเงินจากการขาย..ขายได้ก็ขายกันไปเรื่อยๆ ครับ..แต่พอมีวิกฤติเข้ามา… อันนี้แหล่ะครับ..ที่จะพิสูจน์ “กึ๋น” ของเจ้าของร้าน online และ offline ทั้งหลายครับ…

วิกฤติ ที่ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นกับเราได้เสมอครับ ยกตัวอย่างเช่น..
– โดนคนโกง… อันนี้สำคัญที่สุด
– ของเสียทั้งล็อต
– ของหาย โดนขโมย
– คู่แข่งเกิดใหม่และแรง.. แย่งลูกค้าเราไปหมด…
– ญาติป่วย คนในครอบครัวป่วย หรือตัวเราป่วย.. และต้องใช้เงินจำนวนมาก
– เกิดอุบัติเหตุ
– โดนตรวจค้น โดนจับ ล่อซื้อ ไม่ว่าของนั้นจะถูกหรือผิดกฏหมายก็ตาม
– ภาษีขาเข้า หรือโดนสรรพากรย้อนหลัง
– เกิด นารี หรือบุรุษ เดินเข้ามาในชีวิต (ไม่ได้มาดี.. มาทำให้เราหลงเสียการเสียงาน ครอบครัวแตกแยก)
– การพนัน อบายมุข ต่างๆ

อันนี้แหล่ะครับ..ที่ไม่มีสอนในตำรา.. แต่เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้.. ทุกเมื่อ โดยไม่สามารถระบุเวลาและสถานที่ได้.. (อิอิ..) ผู้ทีี่สามารถ แปลง/บริหาร วิกฤติ จากต้องขาดทุนมากๆๆๆ มาเป็นขาดทุนนิดหน่อย.. หรือ ผู้ที่ขาดทุนนิดหน่อย กลายเป็นเสมอตัว..หรือมีกำไรนิดๆ เท่านั้น..ที่จะเป็นผู้ที่อยู่รอดครับ…

ผู้ที่เจอปัญหาเหล่านี้และแก้ไม่ได้แก้ไม่่ตก..ก็ต้องเตรียมตัวเจ๊ง เลิกกิจการและ ไปหาอาชีพอื่นทำครับ.. พร้อมหนี้สินอีกกองพะเนิน (เฮ้อ.. ผมก็ด้วยครับ..)

ไม่ใช่ว่าผมเอาแต่ค้านอย่างเดียวนะครับ.. คำแนะนำก็มีครับ… ผู้ที่ค้าขายทั้ง online และ offline ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า..

1. ต้องเก็บออมเงินที่หาได้ไว้เป็นเงินสำรอง
1.5 อย่าเอาเงินกู้บัตรเครดิตมาทำธุรกิจเด็ดขาด..เพราะดอกเบี้ยร้อยละ28% ต่อปี สูงเกือบเท่าหรือสูงกว่ารายรับที่จะเกิดขึ้นครับ.. ถ้าจะกู้ก็กู้คนรอบข้างแบบ 6เืดือนคืน ฟรีดอกเบี้ย.. หรือกู้เงินที่ดอกเบี้ยไม่เกิน MRR ต่อปีครับ.. (ร้อยละ 6-7ใช่ไหม?) ถ้าสูงกว่านี้..ทำธุรกิจยากมากๆๆๆๆๆ ครับ.. ผมโดนมาแล้ว..
2. อบายมุขทั้งหลาย..และการพนัน (เช่นพนันบอล..อิอิ) ต้องงด.. เพราะถ้ามันกินกำไรเราไปหมด..กินทุนเราไปด้วย..เสร็จอย่างเดียว..
3. บุรุษ สตรี พิฆาต อันนี้ตัวใครตัวมันนะครับ… (อิอิ)
4. ต้องไม่ตั้งอยู่บนความประมาท..
5. ขายของต้องมีกำไร.. (เผื่อไว้ใช้ยามขัดสนหรือยามวิกฤตินะครับ..)
6. ขายของที่ไม่มีประกัน..อันนี้อันตรายสุดๆ นะครับ..พึงหลีกเลี่ยงถ้าทำได้ พยายามขายของที่มีประกัน หรือเผื่อกำไรไว้เป็นส่วนประกันตัวที่เสียด้วยนะครับ.. (ถ้าสินค้าเราไม่มีการรับประกัดจากผู้ส่งมอบช่วงก่อนหน้า หรือเป็น hand made ให้เราบวกไปเลย.. บวกเพิ่ม3% ของราคาทั้งหมด..ทุกชิ้น..บวกไปเป็นต้นทุนเลยครับ..)
7. ซื่อสัตย์ ไม่หลอกลวง ไม่งั้นพ่อค้า online อาจจะเจ็บตัว.จากลูกค้า offline โหดๆ น่ะครับ.. เห็นบางบอร์ด ขู่ว่าเป็นเจ้าชีวิต รู้จักทหาร ตำรวจ นักการเมือง นักเลง ใหญ่คับจังหวัด มีมือปืนในสังกัด เป็นมือปืนเอง.. และอื่นๆ อีกมากมายสารพัดจะขู่ถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการก็จะ เอะอะ จะฆ่าจะแกง นะครับ.. (เหนื่อยแทน..เคยเจอเหมือนกัน..)
8. สำคัญที่สุด.. รับผิดชอบในสินค้าและบริการอย่างพอดีนะครับ.. ต้องหนักแน่นและใจแข็งด้วย..เพราะถ้าคุณรับหมด..กำไรเท่าไหร่ก็ไม่พอจ่ายค่้าเสียหายหรอกครับ..

ขอให้โชคดีนะครับ..
^^

แก้ไขเมื่อ 07 ก.พ. 55 06:11:47
จากคุณ : แก้ปัญหาด้วยปัญญา
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 06:09:19

ความคิดเห็นที่ 38

เมื่อสี่ปีก่อน ไม่ถึงกับเจ๊งแต่ฝืนครับ
ทนทำร้านอยู่ได้สองปี โดยได้กำไรน้อย
หวังให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเอง
แต่อะไรๆก็ไม่ดีขึ้น เลยปล่อยเซ้ง
ลงไปสามแสน เซ้งได้แสนห้า

หลังจากนั้นเปิดธุรกิจใหม่ ผ่านมาสามปี
กิจการดี เงินดีขึ้นมาก
งานนี้เคยเกือบล้ม ต้องเอารถเข้าไฟแนนซ์
แต่พิจารณาแล้ว ถ้าผ่านไปได้ เราก็รอด

คนเรามีเวลาเท่ากัน
อย่าเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ครับ

นั่งนิ่งๆ ดูภาพรวมให้ขาด
อดทนในสิ่งที่ควรอดทน
แล้วทุกอย่างจะดีครับ
จากคุณ : by iPad (MeP)
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 07:39:03

ความคิดเห็นที่ 39

ริจะทำกิจการของตัวเอง ต้องละเอียดรอบคอบเรื่อง “การเงิน” ครับ
หลังจากบริษัทแรกเจ๊งเฉียดล้าน อดอยากกินแต่ไข่อยู่ครึ่งปีเพราะไม่มีเงินเหลือเลย
ผมก็เอามาสอนน้องๆที่คิดจะเปิดกิจการเองตลอดว่า…อย่าละเลยเรื่องระบบบัญชี/การเงิน

ผมมีหัวครีเอทีฟดีมาก มีคอนเนคชั่นดีมาก แต่เป็นโรคไม่ยอมจับเงินเลยครับ
ไม่เคยตรวจบัญชี คิดแต่ว่าจ้างนักบัญชีมาทำก็ปล่อยให้เขาลงบัญชีไป
เขาก็ทำตามหน้าที่ครับ แต่ผมในฐานะเจ้าของ ไม่เคยตรวจตราเงินเข้าออกเลยสักนิด
ว่าตอนนี้ cash flow มีพอไหม โครงการที่ทำไปมีต้นทุนเท่าไหร่ ต้องได้กำไรเท่าไหร่ และจะได้เงินคืนเมื่อไหร่
ผมไม่เคยวางแผนเรื่องต้นทุนค่าบริหาร ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนเงินเดือนลูกน้อง แวทรับแวทจ่ายเท่าไหร่…
ไม่เคยสนใจเลยครับ! สักแต่ว่ามีงานเข้ามาก็ทำไป

ผลคือ…เจ๊งสิครับถามได้

บทเรียนยิ่งใหญ่ที่ผมได้คือ ต่อให้เราเก่งแค่ไหน มีคอนเนคชั่นลูกค้าดีขนาดไหน
ถ้าเราไม่ยอมลงมานั่งวางแผนการเงิน ควบคุมต้นทุนบริหาร แยกสัดส่วนกำไรขาดทุนให้ชัดเจน และมี financial plan ชัดๆ
เก่งให้ตายก็เจ๊งครับ
จากคุณ : ผึ้งน้อยพเนจร
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 07:47:04

ความคิดเห็นที่ 40

ชอบๆ ค่ะ ได้ประสบการณ์ดีจัง เห็นด้วยกับการอย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ
เห็นได้จากคนใกล้ตัว (สามี) เจ้ง เพราะ ตัวเป็นวิศวกร ไปจับรับเหมา
ต้องใช้แรงงานจากช่างในการทำงาน ช่วงไหนไม่มีช่าง จะวิศวกร
เทพระดับไหนก็ตามเถอะ ไม่มีทางมาก่ออิฐ ฉาบปูน เองแน่ๆ + โดนโกง
ก็จากลูกค้านั่นแหละไม่จ่าย จริงๆ ต้องโทษ ตัวเอง ที่ไม่เข้มงวด
ในการทำสัญญาจ้าง ประมาณใจดี
ทำให้ สุดท้ายไม่จ่าย ถามแฟนทำไมไม่ทำสัญญา เค้าบอก
คนมันจะไม่จ่าย ต่อให้ทำสัญญา สักร้อยแผ่น มันก็ไม่จ่าย เคยโดน ลูกค้าได้หวันโกงไป 8 แสน มัน ขึ้นเครื่องบินกลับประเทศมันเลย ไอ้เราต้องมาขายรถ ขายเศษเหล็ก ใช้หนี้ จ่ายค่าแรงลูกน้อง ฯลฯ (โดนอีกเยอะ)

(เพิ่มเติม)อีกรอบนะคะ เห็นด้วยกับคุณผึ้งน้อยฯ
จากประสบการณ์เจ้งที่ผ่านมาเรื่องการวางแผนการเงินสำคัญมากๆเหมือนกันค่ะ
ผู้ชายมักจะละเอียดรอบคอบน้อยกว่าผู้หญิง เรา ละเอียดรอบกว่า กลายเป็นว่าโดนมองว่า เขี้ยว สุดท้ายทะเลาะกัน ฮ่าๆ เบ็ดเสร็จ ของเราเนี่ยที่เอาเงินไปละลายเล่น เนี่ยหลักล้านเหมือนกัน + ฟอร์จูนเนอร์ ไป 2 ดีแมค 2 วีโก้ 1 (ขายใช้หนี้) บ้าน(ทาวน์เฮ้าโดนยึด) 1 ,เพื่อนไปหมด ตอนนี้ เหลือ กัน สามคน พ่อ แม่ ลูก + รถเก๋ง 1 คันดีค่ะเห็นสัจจะธรรมในโลกมนุษย์ของเราชัดขึ้นจากที่มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ตอนนี้จะโทรหาใครยังไม่มีใครอยากจะรับ กลัวโดนยืมเงิน แต่ไม่ท้อค่ะ

การทำธุรกิจ ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว ต้องเฮงด้วย ถึงจะรวย ตอนนี้เข็ดกับงานที่ต้องใช้เงินทุนตัวเองลงก่อน เปลี่ยนมาใช้วิชาชีพที่เรียนมาหาเงินดีกว่า
เงิน มีไว้กับตัวอุ่นใจที่ซู้ดดดด

แก้ไขเมื่อ 07 ก.พ. 55 08:00:59
จากคุณ : นางฟ้าไซเบอร์
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 07:51:30

ความคิดเห็นที่ 43

หลักๆก็มักจะมาจากไม่เข้าใจธุรกิจ

เปรียบเทียบง่ายๆแบบนี้ครับ

ถ้าเราไปสมัครงาน เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง คิดว่ากว่าเขาจะรับเรามาจนเป็นพนักงานประจำมากินเงินเดือนยเขานี่ บริษัทเขารับง่ายๆหรือเปล่า ?

ไหนจะต้องผ่านด่านสัมภาษณ์ , ทำลองงาน กว่าจะเรียนรู้งานจนผ่านโปรฯ ….

พูดง่ายๆคือหลังจากคัดแล้วเขายังมีด่านให้ต้องเรียนรู้งานแล้วคัดอีกรอบ สรุปคือต้องมีทั้งความพร้อมและความสามารถระดับหนึ่ง

แต่ในโลกธุรกิจส่วนตัว ไม่มีใครมากำหนดคุณว่าจะต้องเรียนรู้แค่ไหนจึงจะค่อยเริ่มทำธุรกิจ

ไม่มีใครมาสอนงานช่วงทดลองงาน

ไม่มีเจ้านายสั่งงานในแต่ละวันว่าเราต้องทำหรือไม่ต้องทำอะไร

คนที่ทำธุรกิจส่วนตัวก็เลยเจ๊งก็เพราะส่วนนี้กันเยอะครับ เพราะมันเป็นงานส่วนตัว ไม่มีใครสามารถจะมาช่วยหรือคุมคุณได้

คนเราพอได้ทำอะไรที่มันตามใจ เป็นเจ้านายของตัวเองหลายๆคนก็เละเทะครับ เริกได้ว่า 50% ของคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวเขาไม่ประสบความสำเร็จ 40 % ก็ทรงๆ ได้กำไรนิดหน่อยพอประทังชีวิตแต่ไม่โต อีก 10% เท่านั้นที่จะเจริญเติบโตต่อยอดและมีรายได้ดีๆ ค่าสถิติเป็นอย่างนั้นจริงๆ
จากคุณ : modzzz072
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 10:49:36

ความคิดเห็นที่ 46

กู้เงินมาลงทุน นี่คือความผิดพลาดอย่างแรกเลยครับ
ต้องเข้าใจว่า ธุรกิจเปิดใหม่ 1 ใน 10 เท่านั้นที่จะอยู่รอด

หาคนร่วมทุนดีกว่า แล้วคุณก็ลงแรงกับทักษะ
(คนที่รวย เค้าออกเงินให้ 1 ล้านบาท มันไม่เยอะสำหรับเค้าครับ)

ถ้าคุณหาคนร่วมทุนไม่ได้ บางทีคุณอาจจะไม่เก่งพอที่จะตั้งธุรกิจตัวเองก็ได้นะ…

กู้เงินมานี่ จะเพิ่มความเครียดให้คุณมากจนเกินไป ยิ่งคุณมีครอบครัวแล้ว จะยิ่งเครียด
จากคุณ : คุณชินโซ
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 11:28:52

ความคิดเห็นที่ 47

ขอแชร์ครับ

เคยเปิดร้านอาหารครับ ทุกอย่างลงตัวครับ
1. ผมจ่ายตลาดเอง 2. ทำอาหารเองครับ เพราะคลุกคลีเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กๆ 3.ทำบัญชีรายรับ – จ่ายเองครับ 4.บริหารลูกน้องเองครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกว่าทำไมถึงต้องปิดตัวลง
1. สายป่านคุณไม่เพียงพอ นั่นหมายถึงลูกค้า + เพื่อนฝูงแนะนำ + คนรู้จัก ฯลฯ
2. เกี่ยวกับประสบการณ์ล้วนๆครับ อาจจะใหม่สำหรับลูกค้า พื้นที่ หรือการบริหาร
3. ทำเลครับ บางทีเรามองว่าทำเลสวย แต่อาจจะไม่ใช่เหมาะกับร้านเราก้อได้
4. จากทำเลก้อมองดูค่าเช่าครับ ถ้าค่าเช่าแพงเกินไปก้อไม่ไหว ผมโดน 2 เด้งครับ คือจ่ายส่วนแบ่งให้กับเจ้าของที่มาปล่อยเช่าช่วงครับ + ค่าที่ที่ผมจ่ายรายเดือนอีก รวมแล้วแทบไม่เหลือกำไร
5. เครดิตครับ ถ้าคิดว่าเงินทุนสำรองไม่พอขั้นต่ำ 1 ปี ก็คงอยู่ไม่ได้ หวังจะใช้เงินหมุนเวียนคงยากครับ เพราะค่าใช้จ่ายจะตามมาครับ

ขอบคุณที่ได้ร่วมแชร์ครั้งนี้สนใจคุยกันได้ครับ..ธี
จากคุณ : ธี
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 13:16:36 A:210.4.144.193 X: TicketID:348210

ความคิดเห็นที่ 48

เกือบเจ๊งหลายครั้งมากครับ ทั้งโดนโกง โดนงัดร้าน 2 ครั้ง โดนตำรวจจับ 2 ครั้ง แต่ก็ทนจนผ่านมาได้ เพราะมองหน้าลูกหน้าเมียแล้วไม่มีสิทธิ์ท้อครับ ผมทำมาจะถึงปีที่ 5 กว่าจะเข้าใจว่าทำธุรกิจต้องทำแบบไหนถึงจะรุ่งก็ปาเข้าไปปีที่ 3 จะเข้าปีที่ 4 แล้ว แต่ก่อนผมออกมาทำใหม่ๆแทบทุกคนจะไม่ต่างกันมาขี้เกรงใจ เชื่อคนง่าย ไว้ใจคนผิด คิดว่าคนที่เราคบด้วยเป็นคนดี สุดท้ายเสียดายเวลาจริงๆ ไม่น่ามาไว้ใจไอ้คนแบบนี้เลย เสียเวลาตั้งหลายปี แถมยังโดนโกงอีก การจะทำธุรกิจนี่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมนะครับ
1.เงินทุนต้องเป็นเงินเย็นนะครับ เงินเราเองอย่าเพิ่งไปกู้มาลงทุน ค่อยๆเพิ่มไปครับ ผมคิดจะกู้หลายครั้งแต่ก็ล้มเลิกไปเพราะเบื่อใช้หนี้ครับ เลยค่อยๆเพิ่มจากเปิดใหม่ๆไม่มีกระทั่งเครื่องมือถือจะขาย ทุกวันนี้ผมเปิด 2 ร้าน เครื่องก็ 200 กว่าเครื่อง
2.ทำเลครับ ต้องมองให้ออกครับว่าธุรกิจเราเหมาะกับทำเลแบบไหน อย่างผมนี่ร้่านมือถือ ผมจะเน้นที่ตลาดสด ที่มีตลาดนัด คนผ่านประจำ ถึงจะมีร้านเยอะก็อย่าไปกลัวครับ คนชอบมาเดินที่มีร้านเยอะๆ
3.ทักษะความรู้ครับ แรกๆผมอาศัยคนอื่นตลอด อย่างซ่อมก็ส่งคนอื่นซ่อมให้ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งที่ซ่อมให้เราได้แถม ทำพังมาหนักกว่าเดิมอีก หลังจากนั้นไม่เคยส่งใครอีกเลย ทำจนชำนาญครับ ตอนนี้มีแต่ร้านอื่นเอามาส่งให้ซ่อม
4.คนเก็บเงิน ทำบัญชี ดูแลเงินครับ ไม่ใช่ใครที่ไหนเมียผมเองครับไม่ไว้ใจเมียก็ไม่รู้จะไว้ใจใครแล้วครับ
5.อย่าคบคนมั่วครับ ผมพูดได้เลยตั้งแต่ออกจากบ้านมาผมโดนคนรู้จักทำไว้เจ็บแสบมาก ปัจจุบันคบไว้ในฐานะคนรู้จักเท่านั้น ถ้ามายืมเงิน หรือซื้อของแล้วเชื่อไว้ก่อนนี่ไม่ได้เด็ดขาดเลิกคบครับ เพราะมาแบบนี้ทีไรผมโดนโกงทุกที ตอนนี้ก็ไว้ในเฉพาะญาติพี่น้อง ลูกน้องที่ร้านก็น้องทั้งนั้นครับ
จากคุณ : ….
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 13:47:47 A:171.5.44.78 X: TicketID:319567

ความคิดเห็นที่ 50

# 46 ใช่ค่ะ
แต่จะมีสักกี่คนที่ กล้าเอาเงินตัวเองมาลงทุนให้คนอื่น อิอิ
แต่เพื่อนเราโชคดี(จะโดนด่าป่าวเนี่ย กระทู้เจ้งนะยะ)
ที่บอกว่าโชคดี เพราะมันได้คนร่วมลงทุน เป็นเมียผู้มีชื่อเสียง
ในวงการการเมือง เค้าลงเงิน มันลงแรง ตอนนี้มันรวยไปละ
เพื่อนผู้ชายนะคะ คนลงให้เป็น เจ้ใหญ่ใจดี สามีห่างเหิน (แซวเล่น)
แต่ในความโชคดี มันมีความโชคร้ายแฝงอยู่ เพราะคนนี้มันแทบจะไม่ได้
ไปไหนมาไหนกับแฟนมันเลย เจ้หึง เงินที่หามาได้พูดต่อหน้าคนอื่นว่า 50:50
แต่ใครจะรู้ว่า ให้เพื่อนเราใช้เดือนละแสน ที่เหลือกำไร อยู่กองกลาง
เวลาจะซื้ออะไร เจ้ จะต้องคอยจัดการหมด สำหรับเพื่อนเรา ไม่รู้ว่ามันพอใจ
กับสิ่งที่เป็นอยู่หรือเปล่า ยอดขายปีที่ผ่านมา 3 พันล้าน (หักลบกลบหนี้ได้กำไรเท่าไหร่ไม่รู้) แต่เพื่อนก็ยังได้ใช้แค่เดือนละแสนเช่นเคย

แต่มันถือว่า โชคดีมากหากเทียบกับเพื่อนๆที่จบรุ่นเดียวกันมา
และเราเห็นด้วยกับคุณ #46 หากหาผู้ร่วมทุนได้ เราลงแรงไป แฟร์ดี ถ้าเรายังไม่มีทุน
อย่างน้อยเวลาโดนโกง ก็มีคนช่วยใช้อำนาจมืด ตามเงินมาให้คุณนะคะ เช่นเดียวกับเพื่อนเรา เคยโดนไป 18 ล้าน ลูกค้าไม่จ่ายกะเบี้ยวเพราะเห็นเพื่อนเราหน้าอ่อนอายุ 27 (ปีที่โดนโกง) สุดท้ายเจ้ลุยเอง เพราะเงินที่โกงไปน่ะ ผลประโยชน์ของเจ้ทั้งนั้น อิอิ และก็ได้คืน
จากคุณ : นางฟ้าไซเบอร์
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 14:33:53

ความคิดเห็นที่ 51

ขอเเชร์บ้างนะครับ ….

เรียนจบใหม่ๆ … เปิดร้านเกม กับเพื่อน เกือบเจ๊ง เพราะ
– ปัญหาเรื่องสัญญาเช่าที่ ไม่ชัดเจน โดนหลอกให้เช่าช่วงต่อ ไม่ได้ตรวจสอบกับเจ้าของที่ตัวจริง –* พลาดอย่างเเรงครับ
– คู่เเข่งตัดราคา จากตอนเปิด ชม. ละ 30 บาท ผ่านไป 6 เดือน เหลือ 15 บาทต่อชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม จากกำไรเหลือเเรกๆเป็นหมื่น เหลือไม่กี่พัน
– เด็กเฝ้าร้านไม่ใส่ใจ … ไม่ดูเเลเครื่อง ไม่ให้เครื่องพัก เครื่องทำงานหนัก ซ่อมบ่อย ไม่รายงานปัญหาที่เกิดขึ้น พูดจาไม่ดีกับลูกค้า

– ช่วงเวลาวงจรของธุรกิจ ตอนเปิดเทอมเต็มตลอด พอปิดเทอม เงียบมาก เเต่ Fix cost ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคนเฝ้า เท่าเดิม
– ไม่รู้กฎหมาย …. เจอคุณตำรวจตรวจค้น เเจ้งข้อหา (ไม่ขอพูดถึงมาก เเต่ใครจะทำธุรกิจ ลองดูกฏหมายที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ มันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด)

ที่รอดมาได้ เพราะหาทางออก เเก้ไปเป็นเรื่องๆ …. โชดคีที่ไม่เจ็บหนักมาก เพราะ
1. ใช้เงินเย็นลงทุน ไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย
2. ตอนเเรกๆที่ทำเงินได้มาก็เก็บจักออมครับ ช่วงปิดเทอม เลยไม่กระทบมาก พออยู่ได้
3.ที่โชคดีคือได้หุ้นส่วนดีครับ มีปัญหาไม่ทิ้งกัน ช่วยกันหาทางออก ไม่ทิ้งเอาตัวรอด

หลังจากธุรกิจตัวเเรกได้บทเรียนมา ธุรกิจตัวหลังๆที่ทำก็มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งครับ ถึงจะมีปัญหาเเต่ก็ดีกว่าครั้งเเรกเยอะครับ

อยากจะเเนะนำคนที่จะเริ่มทำธุรกิจให้ ใจเย็นๆ เข้าออกธุรกิจให้ถูกเวลาครับ อย่าใจร้อน อย่าโลภ …. อย่างน้อย ถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียครับ

อย่าใจร้อนเพราะกลัวว่า “จะเสียโอกาส” มากเกินไปครับ
จากคุณ : mc_fight
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 15:13:47

ความคิดเห็นที่ 52

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ที่มองเห็นอะไรมาบ้างนะครับ

เมื่อก่อนเคยเจอตอนก่อนเกิดวิกฤต ทุกอย่างสวยหรูหมด แล้วผลสุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามที่คิด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเราหรือบุคคลอื่น เป็นกรณีศึกษาได้ดี อยู฿่ที่ถ้าเจอกับตัวเอง
จะแก้ไขยังไง
ฝันจะสำเร็จได้แต่ต้องขึ้นอยู่กับความจริง อย่าคิดว่าตัวเองแน่ ความมั่นใจหรือความสำเร็จอยู่เสมอ อย่าได้หลงอยู่กับความสำเร็จตลอดหรือคิดว่า
ทำอะไรจับอะไรก็สำเร็จ แต่ไม่ทุกคนที่เกิดขึ้นแบบนี้ แต่ละคนก็มีแบบในการมีชีวิตอยู่ที่แตกต่างกัน บางคนเอาแนวทางความสำเร็จมาเป็นแบบอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนเค้าทุกคน บางทีเสพกับความสำเร็จมากจนไม่คิดถึงความล้มเหลวก็จะอันตราย ขอให้ตั้งตนอยู่กับความไม่ประมาท ควรกระจายความเสี่ยง อย่าเอาเงินจมอยู่กับสิ่งใดอย่างเดียวหมายถึงงานที่ต้องลงทุน บางครั้งความสำเร็จที่มาเร็วก็อาจเป็นหลุมพรางให้เรารีบกระโจนไปหาก็ได้ ขออย่าได้มีความมี อัตตาในตัวเองสูงเท่านั้น

สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมามองว่า คิดจะประสบความสำเร็จได้แต่ต้องเผื่อคำว่า ความล้มเหลวด้วย ไม่งั้นจะมีคำนี้ทำไม

จากคุณ : chat_pita (chat_pita)
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 16:04:42

ความคิดเห็นที่ 58

ไม่มีเวลาดูแล เชื่อใจเพื่อน

อีกตัวคือธุรกิจที่เราไม่ถนัด แล้วเชื่อใจคน

อย่าคิดเชียวว่า “เราไม่โกงเขา เขาคงไม่โกงเรา”

ผิดถนัดเลย ทำอะไรก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง

อย่าไว้ใจใครดีที่สุด มีเวลาให้กับธุรกิจที่ตัวเองดูแลให้มากที่สุด

อย่าเหยียบเรือสองแคม
จากคุณ : checgo (ji-ju)
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 21:47:27

ความคิดเห็นที่ 59

ค่ะ ขอร่วมแจมนิดนึง ดิฉันทำงานประจำ แต่ก็อยากเริ่มธุรกิจตัวเองว่างั้น
ตกกระไดพลอยโจน บอกกับชอบนวดเลยมาทำร้านนวดสปา คิดว่าทำเลดีแต่จริงๆ ไม่
ตอนนี้ยังไม่เจ๊ง แต่เจ็บๆ กำลังจะเปลี่ยนที่ค่ะ เอาบทเรียนร่วมปีมาสอนตัวเอง 🙂

สรุปที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
1. ไม่มี business plan
2. ไม่ดูแลเรื่องการเงิน การบัญชี
3. เข้า ออกร้านไม่ประจำ ปล่อยเกินไป ไม่ทุ่มเทเท่าที่ควร ทำให้พนักงงานเป๋บ้าง
4. ทำหลายอย่างในเวลาเดียวเกินไป ไม่สามารถโฟกัสงานจริงๆ จังๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นคิดว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้องศึกษาธุรกิจให้ดีมากๆๆ แนะนำให้หลายคนที่สนใจจะออกมาทำอะไรส่วนตัว ศึกษา ร่างแบบแผนธุรกิจนะคะ…….สำคะญจริงๆ นะเรื่องนี้ มันครอบคลุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น บุคคล การเงิน การตลาด แผนสำรอง การจำการทำเล ฯลฯ

สุ้ๆ นะคะ ทำอะไรให้มีสติ และทุ่มเท อย่าถอย……..
จากคุณ : @KiSsy
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 21:54:44

ความคิดเห็นที่ 60

ลงทุนทำไร่อ้อย โดยให้พี่ชายดูแล ..โดนเขาขายเขียวไปตั้งแต่อ้อยยังละอ่อนอยู่เลย…ทุนก็ไม่ได้คืนสักบาท

ลงทุนทำร้านขายของแต่งบ้าน ..ตอนแรกก็ตั้งราคาค่อนข้างต่ำกว่าที่อื่นๆ ..ไม่ใช่เพื่อตัดราคา แต่คิดว่ามันเป็นราคาที่เหมาะสมกับคนซื้อ… เมื่อเจอลูกค้าช่างต่อ..ต่อจนแม่ค้าช๊อก.. พอแม่ค้าช๊อก..ลูกค้าก็ช่างดื๊อ..แล้วก็จบลงที่.. เออๆ..เอาไป.. หลังจากนั้นก็รู้สึกว่า.. กำไรแทบไม่มี.. ลูกค้าช่างโหดร้ายกับเราจัง.. (ไม่ขายก็ได้นิ..ก็ขายไปเอง 555) ..เคยให้ลูกเฝ้าร้านให้.. แล้วลูกเจอลูกค้าประเภทนี้..ลูกบอกว่า..ขายไม่ได้.. เดี๋ยวแม่ว่า…เขาก็ต่อๆ ๆ ๆ อยู่นั่นแหล่ะ..ลูกก็ไม่รู้จะทำอย่างไร..เลยจำใจขายให้เขา…ฟังแล้วสงสารลูกจับใจ.. เพราะแม่เคยเจอมาแล้ว

พอตั้งราคาเผื่อต่อ.. ก็เจอลูกค้าประเภทต่อแบบเกรงใจแม่ค้า.. ขายไปแล้วก็รู้สึกว่าสำหรับลูกค้าดีๆ อย่างนี้ มันเป็นราคาที่ค่อนข้างโหด.. ก็คิดมาก.. สงสารลูกค้า..น่าจะลดให้อีก วุ๊ยยย..กำไรมากก็ไม่มีความสุข กำไรน้อยก็เป็นทุกข์ เลยคิดไปว่าเราคงไม่เหมาะกับอาชีพค้าขายแบบนี้..

ระหว่างนี้ก็รอเซ้งร้านและหางานใหม่ แต่ยังคิดไม่ออกว่า ..จะไปทำอะไรดี….มีใครเจ๊งเหมือนเรามั้ย เหอๆ ๆ ๆ

แก้ไขเมื่อ 07 ก.พ. 55 22:48:27
จากคุณ : monchen
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 22:07:41

ความคิดเห็นที่ 61

ความคิดเห็นที่ 28
คุณหนอนนก ผมอยากให้เล่าเรื่องรับเหมาก่อสร้างกับออกแบบหน่อย มาเหมือนกันหรือเปล่า
ผมทำรับเหมาปีเดียว หมดไปเกือบล้าน เจอน้ำท่วมด้วย เอาเงินที่ทำออกแบบ มาจ่ายงานรับเหมาหมดเลย 5555 ผมบริษัทที่ปรึกษางานก่อสร้างมาหลายปี ก่อนมาอยู่บริษัทรับเหมา

พอทำเอง ไม่เหมือนตอนเป็นลูกจ้าง ทำจริง รายจ่ายรอบตัวเลย คนงาน เทศกิจ ตำรวจ
ยันนักเลงเลย….ตอนนี้ยังใช่หนี้อยู่เลย เก็บเงินลูกค้าก็ไม่ได้ ลงทุนซื้อของ มา ทำงานยังเบิกงวดไม่ได้ เจอน้ำท่วมเข้าไป เครื่องมือ เสียหาย ของเสียหาย

เจ้าของบ้านไม่ช่วยเลยตรับ แถมขอยกเลิกสัญญาอีก…..ช่วงนั้นดวงตกสุดขีด…..เพื่อนสนิท
ยังไม่รับโทรศัพท์เลย….กลัวยืมเงิน 55555
จากคุณ : vw
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 22:29:43 A:124.121.227.176 X: TicketID:335802

ความคิดเห็นที่ 62

มาอ่าน และ โหวต ค่ะ … ของเราไม่ถึงกับเจ็ง ตอนนั้นเปิดร้านคอมลงทุน ทำบ้านพี่ชาย ทำเป็นร้าน รับพิมพ์งาน แปลงาน ทำนานบัตร น้องชาย ซ่อม แต่เป็นอะไรที่แรกคิดว่างานเป็นอะไรที่ไม่ยาก รับพิมพ์งาน เราพิมพ์ไม่เก่ง ให้ คนมาช่วยพิมพ์ ก็ จ่ายค่าจ้าง ตามจำนวนแผ่น แรกๆ ก็โอเค ตอนหลัง คนรับพิมพเลิกรับ นักเรียนนักศึกษา โกงด้วย พิมพ์เสร็จขอเอางานไปส่งอจ.ก่อน ไม่งั้นสอบตก และ บอก จะไปเก็บเงินเพื่อนๆค่ารายงานและจะมาจ่าย เรากผ็สงสาร ก็ไม่มาจ่าย ทั้งไที่รู้จัก ด้วย นะ พอเจอ บอกว่าเก็บเงินเพื่อนไม่ได้ ไม่มี และ อดนอน กว่าจะนอนได้ ตี 2 ตื่น 8 โมงเช้าเฝ้าร้านทั้งวัน เงินลงทุนหมดเลยกับร้าน พี่สะใภ้จะหุบร้าน อีกบอกบ้านเค้า และมาลงทุนทำร้านเองช่วยไม่ได้ …พอดีเรา เจอ คนที่ใช่ เลยย้ายมาอยู่เมืองนอก แบบไม่เหลืออะไร แต่ตอนนี้น้องชายทำร้านต่อ… เงินทองไม่เข้าใครออกใคร ถึงจะเป็นญาติ ก็ต้องระวัง….
จากคุณ : ข้ามฟ้ามาหารัก
เขียนเมื่อ : 7 ก.พ. 55 22:48:27

ความคิดเห็นที่ 64

#61 เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง หัวอกเดียวกัน
รายจ่ายรอบตัว วงการนี้ ถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่มีพรรคพวกจริง รวยยาก
เพราะคุณจะโดนรุมทึ้งงจาก บรรดาสิงห์ สาราสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง
ไอ้ที่จะมาจาก โลกแห่งอุดมคติ มา ต่อสู้ จนรวย แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
สู้แรงต้านไม่ไหว
จากคุณ : นางฟ้าไซเบอร์
เขียนเมื่อ : 8 ก.พ. 55 09:32:50

ความคิดเห็นที่ 66

เง๊อ อ่านแล้ว ก็มารำลึกถึง อดีตกาล

เป็นคน ไม่ชอบลงทุนเท่าไหร่ ขี้เกียจคิด งานประจำก็ พอดู แต่ก็นะ เมื่อมีคนชวนก็ ทำ

ธุรกิจแรก กิ๊ฟช๊อป อโรมาทรพี ไม่รอดเพราะ
1 ไม่รู้จัก แหล่ง ได้ ต้นทุนมาสูง
2 ไม่ได้ ขายเอง คาดหวังได้ยาก เพราะ สินค้าไม่ได้ขายด้วยตัวเอง ต้อง เสนอเก่งๆ มีเหรอลูกจ้างรายเดือนจะทำให้

อันที่สอง ไปรษณี ซื้อเฟรนชาย กะว่า ไม่ต้อง ตั้งต้นใหม่ ผล ประเมินมิได่ เพราะ แยกตัวออกมาก่อนด้วยหนี้ก้อนโต แต่ คร่าวๆคือ
1 สัญญา เช่า ไม่ชัดเจน เช่าช่วง ทำให้ การต่อสัญญา ทำได้ยากเพราะ อาคาร โดนยึดแล้ว ขายทอดตลาดซะงั้น
2 ธุรกิจ เฉพาะ คนใช้งาน น้อย ไม่ครอบคลุม ต้องหา อย่างอื่นมา ขายเสริม แต่ก็ ต้องใช้ทุน
3 สายป่าน สั้น ลงทุนจากการ กู้ ดอก สาหัส
4 ใจร้อน เลยต้อง บอก ลากัน อิๆๆ อันนี้ ปัญหา ส่วนตัว ล้วนๆ
จากคุณ : ก้นกบ
เขียนเมื่อ : 8 ก.พ. 55 11:26:43

ความคิดเห็นที่ 67

เจ๊ง กับ เจ๊า คือเราขาดทุน

ประสบการณ์เจ๊งของผมเยอะแยะมากมาย

1. หุ้นกับเพื่อนเปิดร้านซ่อมและขายอุปกรณ์มือถือ ซ่อมเองไม่เป็น พอดูอาการได้งู ๆ ปลา ๆ ส่งซ่อมต่ออีกทีแรก ๆ ก็ดี
นาน ๆ ก็ทุนหายกำไรหด บางรายการซ่อมไม่จบก็ไม่คิดเงินแต่เราต้องจ่ายให้ร้านซ่อม ทำอยู่ไม่ถึงปีก็เซ้งร้าน ของเหลือก็โล๊ะ

2. หุ้นกับเพื่อนขายเสื้อผ้าแฟชั่น เราดูแฟชั่นไม่เป็นต้องอาศัยเมียเพื่อน เราช่วยเท่าที่ทำได้เช่นเปิด-ปิดร้าน ซื้อของตกแต่ง
ซื้อข้าว ไปซื้อบ้างบางครั้ง ช่วยขายบ้างถ้าเพื่อนไม่ว่างหรือคนเข้าร้านเยอะ รีดผ้า ทำเกือบทุกอย่างยกเว้นไปซื้อกับขาย ทำได้
ไม่ถึงปีปัญหาเกิดเพื่อนของเพื่อนมาบอกว่าเมียเพื่อนเอาไปนินทาให้ฟังว่าเราไม่ทำอะไรเลย ทำอะไรไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่ตกลงกันไว้
ว่าหุ้นกันคนละครึ่ง จ้างคนขาย แต่หาคนขายไม่ได้ เลยจ้างเพื่อนที่หุ้นนั่นแหละขาย ดังนั้นจะหาว่าเราไม่ทำอะไรเลยไม่ได้
สุดท้ายก็เซ้งร้าน โล๊ะของเก่าตามเคย

3. เปิดร้านขายสินค้าทุกอย่าง 20 บาท (ลำบากสุด ๆ ในช่วงการค้าขาย) รถไม่มีต้องยืมรถน้าไปซื้อของ ขนของ
จ้างเพื่อนที่ตกงานขายให้เดือนละ8พัน ช่วย ๆ กันไป แรก ๆ ขายดีมาก หลัง ๆ ตลาดเริ่มเยอะ ขายไม่ค่อยออก ทุนสูง ได้กำไร
ชิ้นละ 4-5 บาท อยู่ไม่ค่อยได้ แต่รายจ่ายเท่าเดิม แถมเพื่อนคนนี้เอามะม่วงน้ำปลาหวานมาตั้งกลางหน้าร้าน โดดเด่นเป็นสง่า
ซะอย่างนั้น เลยต้องให้เอาหลบมุม ทนได้ไม่กี่เดือนมีปัญหากันหาว่าทำไมแค่เอามาขายแค่นี้ก็ไม่ได้ เราก็เกรงใจเห็นตกงานก็ไม่
อยากอะไรมากให้ขายได้แต่อย่ามากเกินไปเดี๋ยวจะไม่ตั้งใจขายให้เรา ยอดขายติดลบ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเก็บมาจ่ายค่าเช่า
ค่าจ้าง ค่าของ ค่าน้ำมัน สุดท้ายก็โล๊ะสินค้าทั้งน้ำตาชิ้นละ 10 บาท ลูกค้าบางคนก็ยังได้ใจไหนๆ ก็โล๊ะแล้วพี่ขอ3ชิ้น20บ้าง
6ชิ้น50 บ้าง ซ้ำร้ายบางคนหาว่าของไม่ดีทำเป็นไม่เอาซื้อแค่2ชิ้นแต่ดันหยิบของที่บอกไม่ดีแถมไปซะดื้อ ๆ ล็อคก็เซ้งไม่ออก
ปล่อยเงินจมไป1แสน ยังไม่สำนึก คิดการใหญ่คิดว่าล็อคมันเป็นมุมอับ ไปเซ้งอีก 2 ล็อคที่ติดกันจะได้ร้านใหญ่ ๆ ขายกางเกง
สตรี ตอนนี้เราดูเป็นเพราะได้รับคำแนะนำที่ดีมาก ๆ จากเจ้าของขายส่ง ว่าต้องเลือกแบบไหน จะลองยังไง จะสต๊อกของยังไง
แถมยังให้ของมาขายก่อนเก็บเงินทีหลัง(แต่ไม่กล้ารับ จ่ายสดตลอด) พอเอามาขายที่ร้านขายดีมาก ไม่มีใครขาย ขายไม่ทัน
เฉลี่ยวันนึงเกือบ ๆ 50 ตัว (ขายช่วงกลางวัน) ขายไปไม่นานเท่าไหร่เพราะตลาดยังใหม่กลายเป็นตลาดไม่ค่อยมีคนเดิน
ร้านก็เริ่มปิดลงเรื่อย ๆ จนอยู่ไม่ไหว ต้องจ่ายค่าจ้างขาย ค่าเช่า 3 ล็อค ก็จ่ายแค่ 2 ล็อค จนสุดท้ายต้องเลิกขาย ตลาดปิดตัว
ทุนจมไป3แสน ต้องยืมรถน้าเอากางเกง กระโปรง ไปตระเวณขายตามนัด เจ็บแบบสุด ๆ แต่ไม่จำ

เรื่องเงินลงทุนหลายปีก่อนเปิดร้านผมจะขายเร่ไปเรื่อยเฉพาะวันหยุด เสียแค่ค่าเช่าเป็นครั้ง ๆ ไป ทำให้สะสมกำไรได้พอสมควร
คือส่วนตัวทำงานประจำอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าเราขายเร่ไปเรื่อย ๆ มันเหนื่อย ถ้าได้ประจำก็ดี น่าจะดูแลง่าย คิดอะไรง่ายไปหมด
พอได้ทำจริง เงินที่เก็บมาเกือบหมดตัว ตอนนี้ก็ขายตลาดนัดเรื่อย ๆ เฉพาะวันหยุด ดีกว่า อยากขายก็ขาย อยากหยุดก็หยุด
ไม่มีรายจ่ายมาก สิ่งที่จะไม่ทำแล้วก็คือ หุ้นกับคนอื่นไม่ว่าจะใครก็ตาม อย่าคิดการใหญ่โดยไม่ฟังความเห็นของคนอื่น จะไม่จ้าง
คนขายต้องขายเองเท่านั้น

อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นบ้างนะครับ

ขอเพิ่มอีก 1 อย่างลืมไปได้ไง
4. เปิดร้านขายของฟรีเมี่ยม อันนี้เปิดตามความชอบจริง ๆ หลังจากเจ็บและเจ้งอย่างอื่นมาแล้วก็ยังไม่เข็ด พี่พลาดก็น่าจะเป็น
เพราะว่าชอบสะสมของพวกนี้อยู่แล้ว ก็ไปหาซื้อมาขาย แต่ดันไปหลงเชื่อวาจาของร้านส่งอยู่ร้านนึง ยอมรับเลยว่าหลงคารมเขา
ตอนแรกที่ไปแค่จะไปดู แต่กลับออกมาพร้อมกับของเต็มรถกะบะ (ยืมรถน้าไปอีกนั่นแหละ) ชั่ววูบจริง ๆ เหมือนต้องมนต์
สะกดครอบงำ เขาพูดพอเราฟังแล้วมันดูดีไปหมดบวกกับความชอบแล้ว มีแต่เงินกับเงิน ขายไปสักพักเริ่มมีสติ ของบางอย่างเริ่ม
มีของจีนมาผสม เลยมาหยุดคิดว่านี่ไม่ใช่พรีเมี่ยมแล้ว เลยหยุด กะว่าขายของพวกนี้ให้หมดก่อน ดีที่ว่าขายได้เรื่อย ๆ เหลือไม่
เยอะ ก็แลก แจก จ่าย เพื่อนบ้าง ญาติ ๆ บ้าง ของขวัญปีใหม่ บ้าง ก็หมดพอดี บางส่วนที่ชอบ ๆ ก็เก็บไว้ ซ้ำร้ายกว่านั้นร้านส่ง
โทรมาเชิงต่อว่าว่าไม่ไปเอาของเขาจะไม่ส่งให้ ที่อื่นแพงกว่า ไปเอาที่ไหน ทำไมไม่บอกเขาก่อน (มีสติแล้วเลยไม่อยากไปอีก)

แก้ไขเมื่อ 08 ก.พ. 55 14:40:08
จากคุณ : pakeclub
เขียนเมื่อ : 8 ก.พ. 55 12:01:08

ความคิดเห็นที่ 69

สำหรับผมเพราะเชื่อใจไว้ใจคนใกล้ตัวมากเกินไป เจ๊งซะ แต่ก็อย่างที่หลายคนบอกถ้าเราเอาความล้มเหลวต่างๆมาทบทวน มันจะสามารถสอนเราได้ดีกว่าการไปนั่งเรียนเยอะ ตอนนี้รู้สึกว่าถ้าไม่เจอปัญหาในวันนั้น ก็คงไม่มีวันที่ดีขึ้นในวันนี้ เมื่อก่อนการจะหาเงินได้แต่ละทีช่างยากเย็น กว่าจะเก็บเงินได้แต่ละก้อนใช้เวลานาน แต่เมื่อผ่านปัญหาต่างๆมาได้ ทำให้เราโชกโชนขึ้น เดียวนี้เงินที่หาได้ 1 เดือน ได้เท่ากับการหาเงินทั้งปีสมัยก่อนเลย
จากคุณ : t_n_s
เขียนเมื่อ : 8 ก.พ. 55 13:57:45

ความคิดเห็นที่ 71

ขอบคุณประสบการณ์ของ คุณคห61 นะคะ ทำงานออกแบบและต่อเติม ไม่ถึงกับสร้างบ้านนะคะเหมือนกันคะ แต่ทำน้อยแต่พอตัว ไม่ได้ไปกู้เพราะขอเบิกจากลูกค้าเป็นงวดและขอเครดิตจากร้านค้านิดหน่อย กำไรเป็นตัวของมากกว่าเป็นตัวเงิน ตอนนี้เรียนจบมาได้สามปี หนังหน้าหยังกับคนงานก่อสร้าง จบสัจจะธรรมไปล่ะ ว่า ทำงานสุจริต ยังไงก็ไม่รวย ฮ่าๆ (คิดเอาเอง สบายใจ)
จากคุณ : jureejung
เขียนเมื่อ : 8 ก.พ. 55 17:46:45

ความคิดเห็นที่ 74

…ขอบคุณ ทุกท่านที่มาแชร์ประสบการณ์ ข้อคิด อันมีประโยชน์ … อย่างว่าล่ะ ค่ะ ทำงาน เป็นลูกจ้าง เค้าก็มีปัญหา เพื่อนร่วมงาน บ้าง เจ้านายบ้าง ถึงอยู่ต่างประเทศทำงาน เค้าคิดค่าแรงเป็น ชม. โดยหักภาษี 30% ถ้าเป็นรายได้ขั้นต่ำ แทบไม่พอกิน พอใช้ เลย ไหนค่าประกันสุขภาพที่จะแพงแสนแพง ….

เนี่ยถ้าไมีมีแฟน นะ อยู่คนเดียวไม่รอด อยากจะเปิดร้าน ก็กลัวไปไม่รอด ที่สำคัญแฟนเราไม่ชอบค้าขาย….อย่าคิดว่าอยู่ต่างประเทศ ดี ไม่จริงเสมอไป เรื่องงานดีๆ ถ้าคุณไม่จบที่ต่างประเทศ หรือจบที่ไทยแต่สาขา ที่เค้าต้องการ ..อย่างหวังว่าจะได้งานดีๆ ….ตอนนี้ก็ทำงานห้าง Part time ก้เบื่อๆ อยู่ เพราะ บางอาทิตย์ทำแค่ วันเดียว แต่ต้องนี้ก็พยายามใช้วิกฤติให้เป็น โอกาส ก็ซื้อของห้างฯ ที่ทำงาน มาลงขายอีเบ เพราะคนที่ทำงาน ห้าง ฯ จะได้รับส่วนลดพิเศษ 20 %… ก็พยายามกันต่อไป…..
จากคุณ : ข้ามฟ้ามาหารัก
เขียนเมื่อ : 8 ก.พ. 55 22:32:58

ความคิดเห็นที่ 75

เปิดร้านเน็ตค่ะ เจ๊งเพราะไม่มีความรู้ธุรกิจนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว คิดว่ามีเงินลงทุนก็จ้างคนมาทำ

(ตอนนั้นเปิดร้านยาอยู่แล้ว แต่มันเป็นอาชีพที่เราเรียนมา ประกอบกับรู้จักทำเลดี ซึ่งเรางานอยู่ร.พ.แถวนั้นมา4ปี ธุรกิจเลยไปได้สวย)
ร้านเน็ตนี่ไม่ศึกษาทำเลให้ดี โดยรวมก็คล้ายๆกับของคุณmc_fight ด้านบนที่ทำร้านเน็ตเหมือนกัน ที่เพิ่มขึ้นมาคือ เงินเย็น แถมลงทุนเองแค่3แสน พ่อให้มา 5 แสนเลยคิดน้อยไปหน่อย

หาห้องให้เช่าปุ๊บ ไปดูสถานที่ แล้วอะไรดลใจหน้ามืดตามัว ทำสัญญาเช่าทันที
กดATMแถวนั้นเป็นฟ่อน จ่ายค่าเช่า เรียบร้อย ตกแต่งร้านอย่างหรู เครื่องคอมพ์ซื้อแบบใหม่ๆ จอดีๆใหญ่ๆ ทำอะไรเองไม่เป็น จ้างทุกอย่าง สุดท้ายเปิดร้าน ขาดทุนต่อเนื่องตลอด(ต้องเอาเงินที่ได้จากร้านยามาโปะ) ฝืนมาได้เกือบ2ปี สุดท้ายเซ้งเหลือ 2.5แสน

ทุกวันนี้แค่คิดก็เจ็บจี๊ดแล้ว ไม่เอาแล้วธุรกิจที่เราไม่ถนัด ไม่มีความรู้ และได้ประสบการณ์ เรื่องทำเล อย่าใจเร็ว หาข้อมูลให้แน่นๆก่อนตัดสินใจ
จากคุณ : ขาวฟู
เขียนเมื่อ : 9 ก.พ. 55 06:20:21

ความคิดเห็นที่ 76

ตอนเรียน ป.โท ขาย กิ๊ฟฟารีน แอมเวย์ อยากรวยเร็ว ๆ พอไม่ได้ก็เบื่อ

ตอนเรียน ป.เอก ขายไก่ทอดปักษ์ใต้ ซื้อสูตรผงหมัก ทำสักพัก ดูเหมือนจะดี เฉลี่ยวันละ 400 กว่าบาท พอไข้หวัดนกระบาด นายกไปกินโชว์ที่สนามหลวง ก็สู้กระแสความกลัวไม่ไหว อุปกรณ์เครื่องมือ ขนเก็บมาไว้ที่บ้านหมด

จบมา ภริยาเปิดคลินิก ทำฟัน ทำได้ซักพัก มันไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง อีกอย่างมันไม่ได้เที่ยว มีเวลาให้ตัวเองมากไป เที่ยวมากไป ก็เบื่อ ๆ อยาก ๆ

เดี๋ยวนี้ กลับมาเปิดคลินิกอีกครั้ง ก็กำลังไปได้ที่ดูเหมือนจะดีครับ แต่ก็ไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็ได้ริขึ้นมาแล้ว ก็คงเริ่มทำไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก

ที่ผ่านมา คือ อยากรวยเร็ว ๆ พอมันไม่รวยเร็ว ก็เบื่อหน่ายทันที

ปัจจัยสำคัญของครอบครัวผมก็คือ ความอดทนต่อความรู้สึกอยากรวยนี่แหล่ะครับ ที่ทำให้อารมณ์แปรปรวน
จากคุณ : ครูตู้
เขียนเมื่อ : 9 ก.พ. 55 11:09:50

ความคิดเห็นที่ 77

เคยเป้นพ่อค้าคนกลางรับซื้อสินค้าเกษตรไปส่งห้องเย็น ทำมา10กว่าปี มีลูกน้องสิบกว่าคน….ตอนหลังๆมีนายทุนมาเปิดรับซื้อสินค้าแข่ง ทั้งลงทุนให้เกษตรกร ขายของให้ก่อนผ่อนทีหลัง ทำแบบครบวงจรเลย ปล่อยกู้ให้ด้วย ขายของเชื่อให้ ขายน้ำมันเชื่อให้….พอสินค้าเกษตรออกก็ค่อยเอามาหักลบค่าใช้จ่ายกันไป….เราซึ่งเป็นรายเล็กทุนน้อยกว่าทำอย่างเค้าไม่ได้ ลูกค้าก็เลยหดหายไปหมด….สุดท้ายก้เจ๊ง มีรถกี่คันก็ขายหมด เงินห็หดหายไปเรื่อยๆ จนเหลือรถ1คัน บ้าน1หลัง เมียบอกว่าพี่ยอมเหอะหากไม่ยอมบ้านก็คงไม่มีเหลือ เลยยอมเลิกกิจการไป
จากคุณ : thebeatle
เขียนเมื่อ : 9 ก.พ. 55 13:06:41

ความคิดเห็นที่ 78

เคยเปิดร้านขายอาหาร ในศูนย์อาหารแห่งหนึ่ง ย่าน เกษตร นวมินทร์ค่ะ

ลงทุนครั้งแรกในชีวิต
ศูนย์อาหารเปิดใหม่ ตอนโฆษณาสวยหรูทุกอย่าง แม้แต่แบบที่เขียนก่อนลงมือก่อสร้างก็สวยดูดี ปรากฎว่า พอศูนย์เสร็จ คนละเรื่องกับแบบเลย

พอเริ่มขาย
เจ้าของศูนย์บอก จะยิงโฆษณา ทำการตลาด มีเด็กโบกรถ ทำป้ายบอก ฯลฯ
แต่ที่พูดไว้ทำไม่ได้ซักอย่าง ป้ายก็เล็กเท่ากระดาษ Aสี่ ติดตามเสาไฟฟ้า

เดือนแรก เท่าทุน
เดือนที่สอง ลูกค้าเริ่มไม่มาละ เพราะว่า ที่ศูนย์อากาศกลางวันร้อน ไม่มีโทรทัศน์
ลูกค้าไม่รู้จัก

กลายเป็นปัญหาใหญ่ไม่ใช่ ร้านในศุนย์อาหาร แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ดีของเจ้าของ
..เจ้าของแก้ตัวบอกว่า สายป่านสั้น …ทำได้แค่นี้

สรุปว่า ผ่านไปแค่ สามเดือน ศูนย์อาหารปิด เราเจ๊ง

…ทำให้เข้าใจได้ว่า การเลือกลงทุนกับสถานที่ก็มีส่วนด้วย ถ้าเราลงทุนกับคนที่ไม่สนใจจะทำอย่างที่พูด ก็เจ๊งได้….
…เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมคนถึงได้เลือกลงขายอาหารตามเดอะมอล์ โลตัส…เพราะว่า จำนวนลูกค้าเยอะเพียงพอที่จะจ่ายค่าลูกน้อง และเปอร์เซนต์

บางที เราก็ไม่ได้เจ๊งเพราะตัวเรานะคะ เจ๊งเพราะเจ้าของสถานที่ที่เราไปลงทุนด้วยก็มีค่ะ
จากคุณ : นาโนจัง
เขียนเมื่อ : 9 ก.พ. 55 16:06:31

ความคิดเห็นที่ 82

ชอบข้อมูลที่หลายกระทู้ได้ตอบไป เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้มาอ่านมาศึกษา ส่วนตัวเราก็มีประสบการณ์ ประมาณนี้มาเหมือนกัน มาช่วยแชร์
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนเรากับแฟน อายุ23 ปี ลงทุนทำธุรกิจรับซื้อของเก่าพวกเศษวัสดุ ได้ลงทุนกับญาติกันเป็นน้าเขย แต่ทำร้านในที่ดินของน้าเขยเรา ซึ่งเราได้ลงทุนสิ่งปลูกสร้างปรับพื้นที่ ของที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจและรถยนต์ เราอาศัยแค่ที่ของเขาและประสบการณ์ที่เขาเคยทำงานร้านรับซื้อของเก่า โดยเรากับแฟนก็ลงทุนเงินด้วยและจ้างเขาร่วมช่วยทำด้วย โดยเริ่มต้นทำเดือนแรกก็ไม่ได้ซื้อขายดีเท่าไหร่และเราก็ไม่ได้รู้ราคาที่อัพเดทเพราะราคาอยู่ที่น้าเราเพราะเขาเป็นคนติดต่อที่ส่งเอง (ซึ่งตัวเรานั้นทำงานประจำอยู่และแฟนเราเป็นคนจัดการเรื่องการซื้อขาย พอเข้าเดือนที่สองเริ่มมีลูกค้าแต่ก็ไม่ได้เยอะมากอะไร ปัญหาเริ่มเกิดเพราะแม่ของน้าเขยเริ่มไม่ค่อยพอใจเพราะการทำธุรกิจนี้ย่อมเกิดความรกและมีความสกปรกบ้าง มีเสียงดังจากการแกะของรีไซเคิลต่างๆ และความไว้ใจที่เรามีให้นั้น กลับกลายเป็นว่าของๆเราเริ่มหายไปจำพวกเหล็กพวกโลหะมีค่า พอเราถามก็กลายเป็นกลับว่าให้เราและแฟนเราไม่ไว้ใจบ้างหล่ะ หลังจากนั้นก็มีปัญหาเรื่อยๆจนเราทำได้แค่สามเดือนกว่า แฟนเราทนไม่ได้จนมีปากเสียงกันรุนแรง จนถึงจุดแล้วเราก็ได้เลิกทำกิจการร้านรับซื้อของเก่าที่นั้น โดยที่เราได้ไปต่อรองกับน้าเขยเราในการขอทุนที่เราลงทุนไปกับโรงเรือนต่างๆ กลายเป็นว่าเราได้เงินคืนมาแค่ 4 หมื่น กลายเป็นว่าเรากับแฟนขาดทุนไป สองแสนกว่าบาท ในการปรับพื้นที่และสิ่งปลูกสร้าง และกลายเป็นว่าเราไปสร้างโรงให้น้าเขยเราค้าของเก่าแทนพวกเขาตั้งใจจะฮุบเอาในสิ่งที่เรากับแฟนได้ลงทุนไป

เมื่อหันกลับมามอง ณ ปัจจุบัน ถ้าเรากับแฟนยังดันทุรังทำต่อไปก็จะทำให้ทุนของเราจมไปกับของที่เราซื้อเขาและโดนขโมยไปขาย (ซึ่งเราไม่ได้อยู่เฝ้าที่ร้านด้วยก็เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งเราไม่สะดวกจริง )
และอีกประการหนึ่งด้วยการที่เราไม่มีราคาที่ส่งของอยู่ในมือเราๆยืมมือคนอื่นตลอดทำให้เราไม่สามารถมีอำนาจต่อรองในเรื่องราคา ทั้งการซื้อเข้าและการเก็งกำไรตอนขายออก
ประการต่อมาทำให้เรารู้ว่าเรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใครแม้จะเป็นญาติพี่น้องกัน การลงทุนในสิ่งที่เป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรไม่ควรลงทุนกับมันจนมากเกินไปควรเน้นทุนหมุนเวียนจะดีกว่า เพราะมันไม่ใช่ที่ของเรา

หลังจากนั้นอีก 1 เดือน เรากับแฟนก็ได้ย้ายมาเปิดกิจการที่บ้านของเรา โดยที่เราใช้เงินทุนที่เหลือไม่มากแล้วในการปรับพื้นที่บ้านเราเพื่อมาแข่งขันกับร้านของน้าเขยเรา โดยเราใช้เงินลงทุนที่เหลือแค่ 178,450 กับรถกระบะเก่าของเรา 1 คัน เราใช้ระยะเวลาจนถึงปัญจุบัน 4 ปี ในการเริ่มต้นใหม่กับประสบการณ์ที่เรามี เราหาข้อมูลต่างๆในเน็ต เรากับแฟนเขาไปหาแหล่งที่ส่งของประกับหลายเจ้าและเริ่มส่งของให้ประจำจนได้ลูกค้าเกรดA เรากลายมาเป็นคู่แข่งของน้าเรา และีอีก 2 ร้านบริเวณใกล้เคียง เราโดนปัญหาต่างๆเขามารุมเร้าตลอด 2 ปีผ่านมา เรากับแฟนก็มีท้อบ้างแต่เดินทางมาขนาดนี้แล้วต้องสู้ต่อไป จนในที่สุดเรามาได้ระดับหนึ่งที่มูลค่้าธุรกิจของเรามีมูลค่าหลายล้านต่อปี ด้วยเงินที่เหลือ 178,450.บาท
จากคุณ : ปุ้มปุ้ยปูเป้
เขียนเมื่อ : 9 ก.พ. 55 21:48:04

ความคิดเห็นที่ 83

ยังไม่เจ๊งนะครับ แต่อยากแชร์

เพราะความใจร้อนครับ อยากขยายสาขาไวๆ

เริ่มทำธุรกิจ นมสด+น้ำแข็งไส (คล้ายๆ ไอซ์ มอนสเตอร์)
มีร้านประจำเป็นร้านเช่าสวัสดิการ ของ รพ. ซึ่งอยู่ติดหน้าโรงเรียน
และวันที่มีตลาดนัด ก็เดินสายโปรโมทร้านด้วย

เรื่องทุนก็มีเป็นเงินเย็นจากการเก็บออมตอนทำงานประจำ
ร้านไปได้สวยเลยครับ ก็เลยฝันหวานซะ คิดไปไกลว่าร้านแรกขายได้วันละพันกว่าบาท
ถ้ามี 2 สาขา ก็คูณ 2 ถ้ามี 3 สาขา ก็คูณ 3 หุๆ
เลยคิดจะขยายสาขา ทั้งๆ ที่ทำกันเองอยู่ 2 คนกับแฟน
ยังไม่มีลูกจ้าง คิดว่าค่อยหาทีหลัง ก็แค่ติดประกาศไว้
เลยตัดสินใจหาทำเลไว้ล่วงหน้า เป็นแถวๆ หน้ามหาลัยซึ่งมีหอพักนักศึกษา
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีเวลา เพราะร้านเก่าก็ขายดี แถมเดินสายโปรโมทร้านด้วย
ถึงขีดจำกัดจริงๆ

สรุปคือ เช่าร้านนั้นเพื่อสต็อกของ โดยไม่ได้เริ่มเปิดร้าน
ทำให้เสียค่าเช่าไปฟรีๆ ครับ (น่าจะเอาเงินส่วนนั้นมาจ้างลูกน้อง บริหารคนซะก่อน)

ยังไม่ขาดทุนนะครับ แต่แค่เสียดายค่าเช่า ผ่อนบ้านยังน้อยกว่านี้เลย หุๆ เพราะความใจร้อนของตัวเองแท้ๆ

ตอนนี้ก็พยายามทำกันต่อไป เพราะเพิ่งเริ่มได้ไม่ถึงปี มันคงไม่ได้เติบโตไวเหมือนธุรกิจสีเทาหรอกนะ
จุดแข็ง จุดด้อย ก็พยายามวิเคราะห์กันมาตลอด
เช่นหน้าหนาว ก็จะเน้นพวกเครื่องดื่มอุ่นๆ มาเป็นสินค้าแนะนำ
หน้าร้อน ก็จะเน้นพวกน้ำแข็งไส สมูทตี้
ส่วนหน้าฝน ก็ยังคิดไม่ตกครับ คงต้องปล่อยเขาไป

สินค้าในร้าน ก็จะพยายามเพิ่มสินค้าตัวใหม่ๆ แต่ต้องเชื่อมโยงกัน โดยการนำวัตถุดิบ
ที่เรามีอยู่แล้ว มาสร้างสินค้าทางเลือกให้กับลูกค้า

ส่วนตัวผมเองคิดว่าจะทำธุรกิจ ต้องเป็นคนไฮเปอร์หน่อยครับ ชอบคิด ชอบลอง
จากคุณ : gtbboyz
เขียนเมื่อ : 10 ก.พ. 55 01:11:57

ความคิดเห็นที่ 85

ผมรับNotebook มือืถือสองมาสขาย ตอนแรกแถวบ้านไม่มีขาย พอร้านที่ผมรู้ว่าอยู้จังหวัดอะไรไปขายเอาของมาลงเอง เจ๊งเลยพี่น้อง ตอนนี้ทำธุรกิจOnline ระบบเขียนเองทั้งหมด แค่เอาของลง ยอดขายพุ่งๆๆๆ จึงรวดมาได้
จากคุณ : ปลา (ink1567)
เขียนเมื่อ : 10 ก.พ. 55 09:33:53

ที่มา : http://www.pantip.com