Menu Close

นักธุรกิจมือใหม่ มักจะตกม้าตายจาก ความเว่อร์ ของตัวเอง

จริงๆแล้ว นักธุรกิจหน้าเก่า หน้าใหม่ จะเล็ก หรือ จะใหญ่ ไม่สำคัญ

แต่ถ้าความ “ประมาท” มาเยือนเมื่อไหร่

คำว่า “เจ๊ง” ก็อาจมาเยือนได้เหมือนทุกรายแบบเท่าเทียม

ทำไมถึงเจ๊ง?

อันนี้ มีเหตุผลประมาณ หนึ่งล้านสามแสนแปดหมื่นเจ็ดพันกว่าประการ ที่ทำให้เจ๊ง

ในหลากหลายเหตุผล บางเหตุผลก็พอรับได้ บางทีก็เป็นเหตุจำเป็นหรือสุดวิสัย

แต่หนึ่งในหลายเหตุผลที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างเลวร้าย คือ เจ๊ง จาก “ความเว่อร์”

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อข่มจิตใจตัวเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของความเว่อร์

“จิตใจของเรา” มักจะอยากให้เราทำอะไรให้ใหญ่ๆ โตๆ หรูหรา ฟู่ฟ่า เสมอๆ

จึงต้องใช้ “สติและเหตุผล” เข้ามาสกัดมันไว้ เพื่อให้รู้ถึง “ความเหมาะสม” ที่แท้จริง

หลายๆคนมักเข้าใจผิดว่า “ทำให้มันใหญ่ๆ เว่อร์ๆ แล้วกิจการมันจะรอด”

เปล่าเลยครับ ผมคิดว่าธุรกิจจะรอดหรือไม่ มันไม่ได้อยู่ที่ขนาดและความเว่อร์….

จากคุณ : มาม่ากับปลากระป๋อง
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 09:09:52


 

#1

***** โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน *****

ความเว่อร์แบบไม่มีเหตุผลแบบนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้นกับนักธุรกิจมือเก๋าผู้ชำชอง

แต่อาการแบบนี้มักเกิดกับขึ้น กับ มือใหม่ รวมทั้งผมเองด้วย

นักธุรกิจมือใหม่ที่ทำธุรกิจแล้วล้มลงล่วงลับจากไป

ผมพบประเด็นอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆกิจการย่ำแย่

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ผมเห็นสังเกตเกิดมาจาก … ความประมาท

ผู้ประกอบการหน้าใหม่ และ ประมาท มักจะลงทุนแบบงานช้าง

อยากทำอะไรให้มันอลังการงานสร้าง ประมาณว่า ทำยังไงไม่รู้ กรูขอ “เว่อร์” ไว้ก่อน

โดยคิดเองไปว่ามันจะดี กำไรมันจะมากตามความอลังการ

ประโยคเด็ดยอดฮิตของเขาเหล่านี้ คือ อยากทำให้ดีไปเลย …

โอเคครับ ถูกต้อง ว่าทำทั้งที่ให้ดีไปเลย อันนี้ยอมรับ

แต่ในเมื่อทำให้ดีทั้งที ต้องจับหลักให้ถูกว่า ทำอะไรให้ดี

ต้องทุ่มทุนลงไปกับอะไร ถึงจะเหมาะสม

มือใหม่ผู้ประมาท ทำกิจการอะไรก็ตามแต่ แต่ขอให้รูปลักษณ์ดูดีหรูหราไว้ก่อน

แต่มักจะ ไม่ได้คำนึงถึง ต้นทุน ความคุ้มทุน กำไร และ ความเหมาะสม

 

อยากทำกิจการ A แต่มีทุนอยู่ 300,000 บาท

แต่ “อยากทำให้ดีๆไปเลย” เลยสาดงบลงไป 800,000 บาท

เพื่อความสวยงาม ดูดี น่าเข้าชม อุปกรณ์ครบครัน เท่ และสาแก่ใจ ฯลฯ

 

ทำอะไรให้มันใหญ่ๆ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายมันก็จะใหญ่ตาม

กิจการ A งบ 300,000 บาท พนักงานคนเดียวน่าจะพอ

กิจการ A เหมือนกันทุ่มไป 800,000 บาท พนักงานต้องสองถึงสามคน

 

เทไปหมดหน้าตักรู้เรื่องเลย….รวยเป็นรวย เจ๊งเป็นเจ๊ง

ด้วยความที่ประมาทและขาดประสบการณ์ ไม่เคยธุรกิจชนิดนี้มาก่อน บางรายอาการหนักกว่านั้นอีก

จนทำให้ คำว่า “คาดไม่ถึง” มาเยือน…..

 

“คาดไม่ถึงว่าจะขายไม่ดี”

คาดไม่ถึงว่าต้นทุนจะบานปลาย”

“คาดไม่ถึงว่าค่าใช่จ่ายจะเยอะขนาดนี้”

“คาดไม่ถึงว่าสินค้าจะขายได้น้อยขนาดนี้”

“คาดไม่ถึงว่าพนักงานจะหายากอย่างนี้”

“คาดไม่ถึงว่า….”

 

เจอคำว่า คาดไม่ถึง ไปสักสองสามตัวติด

ถ้าสายป่านไม่ยาว เงินไม่ถึง สอดรับกับ จุดแข็งที่คิดว่าแข็งก็แข็งไม่จริง

จ๊งล่วงลงไปนอนแน่นิ่งตั้งแต่ยังไม่คืนทุน

จากคุณ : มาม่ากับปลากระป๋อง
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 09:12:05


#2

ผมขอยกสักสองตัวอย่าง

 

ตัวอย่างแรก

ขอยกกรณีเพื่อนผมท่านหนึ่ง เขาอยากทำร้านก๋วยเตี๋ยว ไปได้สูตรเด็ดมาจากไหนสักที่

เลยไปเฟ้นหาและจับได้ที่มาได้ที่ทำเลหลังมหาวิทยาลัยมาได้

เป็นบ้านไม้สองชั้นหัวมุมถนน ทำเลดี มีหอพักเยอะมากโดยรอบ

คอนเซ็ปคือ จะจับบ้านไม้สองนี้มา รีโนเวท ทำใหม่ให้สวย

เออผมฟังก็เข้าท่าดี บ้านไม้เก่าดีโครงดี คลาสสิคดี ชอบ ทำเลก็ดี

ผ่านไปนอนหลายเดือน ผมได้ผ่านไปแถวนั้น ผมเลยแวะเข้าไปชิม

ภาพที่เห็นถึงกับอึ้ง โอ้โห!!! ลูกพี่เล่นทำ ซะไม่เหลือเค้าเดิมเลย

ทุบออกบางส่วน ผนังแบบปูนเปลือย ตกแต่งเต็มแบบ จีนๆแนวโมเดิ้ลหน่อย

 

ผมเจอหน้าก็ถามว่า “วันนี้ลูกค้าเยอะเชียวนะท่าน”

“ทำซะเต็มที่เลยนะเนี่ย แต่ทำเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ตอนแรกที่ฟังไม่ขนาดนี้นะ”

“เออ ตอนแรกก็ไม่ได้กะทำเยอะแบบนี้หรอก แต่ทำไปทำมาไม่ค่อยถูกใจ เลยทำให้มันดีไปเลย”

ผมเคยถามว่าลงทุนไปเท่าไหร่ เขาตอบผมว่า ล้านกว่า (กว่าเท่าไหร่ไม่รู้)

พนักงานรวมๆกันคงมีสักสี่ห้าคนเห็นจะได้ ค่าใช้จ่ายรายเดือนคงมาพอดู

ลงทุนไปกับการตกแต่งรูปลักษณ์ “ร้าน” มากมายเพื่อดึงดูดลูกค้า

ทำให้ ต้นทุนสูงขึ้น จากต้นทุนที่สูงขึ้นจนทำให้ต้องผลักต้นทุนไปที่ ราคาสินค้า

ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ รสชาติและคุณภาพ ไม่สอดรับกับราคาขาย

ผลสุดท้ายลูกค้าไม่ติดใจ ไม่กินซ้ำ ก็จบ…

 

ถัดไปประมาณ 20 เมตร มีร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านหนึ่ง ชื่อ ร้านเจ้แมว

ร้านแกทำเป็นเพิง มุงด้วยใบจาก(หรือเปล่าไม่แน่ใจ) ปิดทับด้วยไวนิลผู้สมัครหาเสียง

มีโต๊ะให้นั่งกินประมาณ หกเจ็ดโต๊ะ นักศึกษาเพียบ เต็มร้านเลย มากกว่าร้านเพื่อนผมอีก

 

เรื่องเงินๆทองเพื่อนท่านนี้คงไม่ซีเรียสมากเพราะพอมีฐานะอยู่บ้าง

แต่ ถ้าการลงทุนนี้ต้องกู้มา แล้วเปิดแบบนี้และเจ้งแบบนี้

คงต้องนอนเอาหน้าแข้งก่ายหน้าผากไปอีกนาน

ได้ข่าวล่าสุดเห็นว่าเลิกทำร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว แต่คงขายอย่างอื่นต่อ…

 

ตัวอย่างที่สอง

ท่านนี้เป็นคนรู้จัก อยากเปิดร้านกาแฟ ไปลงเรียนมาหลายคอร์ส

จนวันหนึ่ง แกประมูลที่ทำร้านกาแฟในโรงงานได้ เลยออกจากงานไปทำ

โรงงานเป็นโรงงานใหญ่ พนักงานน่าจะหลายร้อย อาจจะถึงพัน

แกก็ทำร้านก่อนเลย ดูดีไว้ก่อน เต็มที่ ลงเงินไปประมาณสองแสนกว่า

ค่าตกแต่งทำแบบถาวร ก่อปูนทำอ่างล้าง ก่อปูนทำเค้าเตอร์ ทำกันสาดเพิ่ม

เรียกง่ายๆว่าแกทำไม่เผื่อเจ้งเลยจริงๆ

ผ่านไปไม่นาน ขายไม่ดี รับต้นทุนไม่ไหว เลิกไปในที่สุด

อันไหนย้ายได้ก็ย้ายไป แต่ที่ทำแบบถาวรไว้…..น่าเสียดาย

 

เกิดจากความประมาทและย่ามใจมากเกินไป

ถ้าเราลงแบบพอควรเปลี่ยนจากก่อปูนเป็น โต๊ะไม้ที่เคลื่อนย้ายได้อาจจะไม่เจ็บใจแบบนี้

แต่ก็ยังดีที่แต่ตัดใจยอมขาดทุนตั้งแต่ตรงนั้นไป

แล้วออกมาหาที่ใหม่ เห็นว่าที่ใหม่เห็นว่าขายดีกว่าเดิม

จากคุณ : มาม่ากับปลากระป๋อง
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 09:14:57


 

#3

เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ

เราควรพึงตระหนักว่า ควรทุ่มเงิน ทุ่มเวลาลงไปใน “หัวใจ” ของธุรกิจเป็นหลัก

 

ธุรกิจอาหาร

เริ่มใหม่ๆ ทุ่มเทไปกับการทำสูตร ทีเด็ดอะไรก็ตามแต่เพราะนั่นคือหัวใจของธุรกิจอาหาร

ไม่ได้หมายความว่าส่วนอื่นไม่สำคัญ แต่ควรให้ความสำคัญแต่พอดี

และเมื่อใดที่ลูกค้าติดคนเยอะ ขยายทำร้านให้ดูดี ถึงเวลานั้นก็ยังไม่สาย

 

ธุรกิจซื้อมาขายไป

“หัวใจหลักคือผลิตภัณฑ์” เดี๋ยวนี้ “ต้องเน้นบริการ” ด้วย

เริ่มทำใหม่ๆ แน่นอนว่า เราต้องรู้ว่าจะขายอะไร และรู้ว่าจะขายใคร

เปิดร้านใหม่ หน้าร้านจำเป็นไหม ถ้าจำเป็นเป็นขนาดไหน

มือใหม่บางท่านจะขายสินค้าชนิดหนึ่ง

แกเลยสต็อกสินค้าไว้เพียบ แบบจมหู บอกว่า กลัวจะไม่พอขาย …

ลงของพอสมควร ลองขายดูแววตลาดก่อนถ้าดี ค่อยสต็อกทีล่ะมากๆก็ได้

ฯลฯ

 

มือใหม่ที่ประมาท มักยึดหลักที่ว่า

ใช้ต้นทุนมากที่สุดที่หาได้ เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด(หรือเปล่า)

ท่านที่มีประสบการณ์ อาจจะใช้หลักที่ว่า การแสวงหากำไรสูงสุด โดย ใช้ต้นทุนต่ำสุด

 

หลังจากเขียนบทความนี้จบ

ผมจะยึดหลัก ใช้ทุนต่ำที่สุด ที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด

เอาให้อยู่รอดก่อน ต้องไม่เจ้งก่อน แล้ว ถ้ารอดก็ค่อยลงเงินไปอีกเพื่อทำกำไรก็ค่อยว่ากัน

ที่ผมกล่าวไว้ต้นเรื่อง คือ ผมมีโปรเจคหนึ่งจะทำภายใน 3 – 5 ปีข้างหน้า

ช่วงนี้กำลังเตรียมทุนรอนและวางแผน

ทีแรกเปิดโครงการมา ขอแบบอลังการ งบ 10 ล้าน (ซื้อตึกเองด้วย)

ต่อมาตัดการซื้อตึกออกไปเพราะเวอร์ไปหน่อย งบเลยลดลงเหลือ 4 ล้าน

ลงทุน 4 ล้าน เท่เลย งานใหญ่ จัดเต็ม

แต่ ….. ผม คาดการณ์ยอดขาย ไม่ได้มาก ทุนมีสิทธิจมสูง กลัว……

เปลี่ยนหลักคิดใหม่ เป็นเอาแบบ ใช้ทุนให้น้อยที่สุด ที่จะอยู่รอดได้

เคาะราคาใหม่ 1.2 ล้านเอาอยู่

เอ่อ…ไม่แน่ ผ่านไปอีกสักพักอาจลงหลักแสนก็เป็นได้

ขอให้บทความชิ้นนี้จงได้สร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ขอให้ความร่ำรวยและความสุขสวัสดิ์จงมาสถิตแด่ท่าน

จากคุณ : มาม่ากับปลากระป๋อง
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 09:16:57


#9

เยี่ยมครับ

สำหรับผมมองธุรกิจเหมือนปลูกต้นไม้ ปลูกจากเมล็ด คอยดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย มันจะค่อยๆ งอกงาม พอมันโตแล้ว ก็ไม่ต้องรดน้ำ มันก็ให้ดอกผลได้

ต่างจากปลูกต้นไม้แบบไปเอาต้นใหญ่มาปลูกเลย ถ้ามันเป็นโรคขึ้นมา รักษาก็ยากกว่า จะรดน้ำก็ใช้น้ำเยอะกว่า จะใส่ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยเยอะกว่า มันอาจจะให้ดอกผลเร็วกว่าก็จริง แต่มันทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

การลงทุนต้องพยายามลดความเสี่ยงครับ

จากคุณ : ช่างบ้านนอก
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 11:19:57

#10

เห็นด้วยที่สุดครับ ผมเคยลงทุนกับเพื่อนทำบริษัทพวก IT ตอนเริ่มทำยังไม่มีลูกค้าเลย แต่ง office ไปเป็นล้าน ค่า Server หลายแสน โต๊ะประชุมตัวนึง 70,000 พนักงาน 3 คนเอง แต่ทุกอย่างเอาหรูหมด เวลาผ่านไปเจ๊งสนิทครับ

การทำธุรกิจตอนนี้ของผมคือ จะทำอะไรหาคนที่จะมาจ่ายเงินให้เราให้ได้ก่อน ถ้าขายของก็ต้องหาคนซื้อก่อน จะเป็นให้บริการก็ต้องหาคนที่จะมาใช้บริการก่อน และผมจะขี้เหนียวค่าเช่าสถานที่มาก ดังนั้น e-commerce จึงเป็นทางเลือกของผมครับ

เห็นมีคนมาถามในนี้บ่อยๆว่า “อยาก” ทำนั่น “อยาก” ทำนี่ จะเริ่มยังไงดี หาแหล่งขายที่ไหน … ผมบอกได้เลยว่า ก่อนจะทำอะไร ให้ไปหาคนที่จะซื้อสิ่งที่คุณจะทำออกมาขายซะก่อน (คือหาว่าลูกค้าคุณอยู่ไหน แล้วเค้าจะซื้อคุณจริงๆรึเปล่า) คุณจะทำของดีเลิศแค่ไหนถ้าคนไม่ซื้อ มันก็เจ๊งครับ

จากคุณ : CMT
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 11:31:47

#15

ขอบคุณครับพี่…ขอแชร์ของตัวเองนิดนึง ผมก็พึ่งเริ่มเป็นนักธุรกิจมือใหม่ เป็นต้นกล้าที่กำลังเติบโตครับ ผมพึ่งเรียนจบตรีมาเมื่อปีที่แล้ว..มีงานประจำมั่นคงทำอยู่แต่ด้วยความที่รายได้ไม่พอกิน (หรือรายจ่ายเยอะเองก็ไม่รู้55) ตอนนั้นผมเลยมองช่องทางที่จะเป็นรายได้เสริมได้…

แรก ๆ ก็มองว่าจะหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านซักอย่าง แต่ด้วยความที่เป็นคนคิดมาก..คิดไปคิดมาจนคิดว่ากว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลานานมาก เลยมองช่องทางใหม่คือ E-Commerce

ผมเห็นด้วยกับพี่หลายๆคนว่า จะเริ่มทำร้าน หาคนมาซื้อให้ได้ก่อนเถอะ.. มีตำราหลายๆเล่มที่พูดถึงการตลาดยุค 3.0 ประมาณว่าผู้บริโภคในยุคนี้อยู่ในจุดที่มีอิสระในการเลือกมากขึ้น เราในฐานะคนที่ต้องการสตางค์จากเค้าต้องปรับตัวเข้าหาเค้า และปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วย

สุดท้ายละครับ พูดมากเหลือเกิน 55 สำหรับผม การสร้างความเว่อให้กับการบริการสำคัญที่สุดคับ (ในธุรกิจที่ผมทำ) เพราะเป็นการสร้าง First Impression ที่ดีให้กับลูกค้า ให้เขาไปปากต่อปาก เพิ่มเครือข่ายลูกค้าให้เรา และทำให้เขาเองยังคงมาใช้บริการเราต่อ ต้นทุนในการรักษาลูกค้าเดิมน้อยกว่าการสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่มากนะครับ

จากคุณ : ชานมรสขมต้มจนเดือด
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 12:52:11

#16

ขอบคุณมากค่ะ อ่านแล้วได้มองกลับมาที่ตัวเองได้ดีจริง ๆ
เราเป็นคนจบออกแบบ เวลาอยากจะทำอะไรชอบคิดเวอร์ ๆ ไว้ เพราะคิดว่าอยากทำให้ดีไปก่อน โดยไม่ได้คิดถึงกำไร และขาดทุน พอได้มาอ่าน รู้สึกว่ามันจริงทุกข้อ (เพิ่งรู้สึกตัว) 555+

จากคุณ : PJz_INDYz
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 13:15:01

#18

จากเคสที่กล่าวมา ส่วนใหญ่เจ๊งเพราะไม่ได้ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับ Target Customer นะคะ

จากคุณ : Atlantic Star
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 13:37:13

#19

มาเล่าเฉยๆ

1. คนรู้จัก เคยมีต้นทุนดี เพราะสมัยที่อายุยังน้อยเคยเล่นดนตรีแบ๊คอัพให้ศิลปิน เล่นดนตรีตามร้านอาหาร ( ไม่เคยทำธุรกิจ ) ต่อมาอายุมากขึ้น เลยอยากเปิดร้านอาหาร เปิดผับ เป็นของตัวเอง เพื่อรองรับอายุที่มากขึ้น

แต่เค้าพลาดเพราะเค้าเปิดครั้งละ 3-4 ร้าน พร้อมกัน ทั้งที่จริงๆแล้ว ควรบริหารแค่ทีละ 1 แห่ง ใช่ไหม ……. เขาก็กู้เงิน ตกแต่ง นั่นนี่โน่น แต่กิจการไม่ดีเลย ช่วงนั้นเกิดปัญหาทางการเมือง คนก็ไม่เข้าร้าน

เลยเจ๊งไปแล้ว ที่ดินของพ่อแม่ที่เอาไปขาย-จำนอง เพื่อเอาเงินมาหมุนเวียนก็หมดไป แล้วตัวเองก็แก่มากแล้ว เล่นดนตรีก็ขายไม่ออก ไม่มีแม่ยก ไม่มีคนมากรี๊ด หมือนสมัยก่อน

2. คนรู้จัก ออกจากงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งมาตอนอายุ 50 ปี ได้เงินมา 4 ล้านบาท แต่ด้วยความที่เป็นพนักงานอย่างเดียว ไม่เคยทำธุรกิจเลย ก็เลยทำอะไรเจ๊งตลอด

เช่น จับธุรกิจที่กำลังจะหมดยุคสมัยของมัน อย่าง ร้านเช่าวีดีโอ ( ในยุคนั้น ) หรือจับธุรกิจ ที่คนในพื้นที่เค้าไม่นิยมกัน อย่างร้านขายมือถือ แล้วก็ไปตกแต่งร้านซะสวยเลย แต่ขายไม่ได้ ( คนในอำเภอเล็กๆ เขาไม่เปลี่ยนมือถือกันบ่อย )

เงิน 4 ล้าน หมดลงในเวลารวดเร็ว

เห็นด้วยกับ จขกท. บางทีคนไฟแรง ก็อยากทำโน่น อยากทำนี่ มีความฝัน ฯลฯ แต่คนมันไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ก็เลยบริหารจัดการไม่เป็น

จากคุณ : จำฉันได้ไหม
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 13:41:09

#21

โชคดี ที่ ทำร้านแบบ ไม่เวอร์ แบบ เปิดร้าน ประหยัดสุดๆ เสียแค่ ค่าเช่าร้าน ชั้น วางของ หาแบบ ถูกสุดเท่าที่จะหาได้ ไม่มีลูกจ้าง ทำเองหมด แอร์ มี แต่ไม่เปิดนะเออ 555+

แต่ บริการ เวอร์ มากๆ เอาใจลูกค้าสุดๆ จากตอนแรก มีแต่ ลูกค้าประจำไม่กี่คน ได้แค่ค่าเช่า จนเดียวนี้ ยอดขายพออยู่ได้แล้ว

จากคุณ : ก้นกบ
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 14:41:59

#22

ของผมถือคตินี้ครับ สั้นๆ “นกน้อยทำรังแต่พอตัว”

จากคุณ : หนุ่มเหน่อ
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 14:51:04

#25

เห็นด้วยเรื่องการตกแต่งมาก ๆ เลยค่ะ
บางธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องแต่งให้ดูหรู ดูดีเกินเหตุก็ได้

จำได้ว่าตอนย้ายบ้านมาที่บางบอนใหม่ ๆ เราทำโรงงานอยู่หลังบ้าน
ส่วนหน้าบ้าน เพื่อนป๊าเราเห็นว่าว่าง ๆ เลยให้ป๊าเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าให้หน่อย
หมู่บ้านกำลังสร้าง น่าจะขายได้ดี เค้าตกแต่หน้าบ้านให้อย่างดี ปูกระเบื้อง ติดกระจกอย่างหรู

ปรากฏว่าขายไม่ออก!!!

ไม่มีคนเข้าร้าน งานหลักเราที่โรงงานก็ไม่มีลูกค้าใหม่ ๆ พวกเราก็แปลกใจว่าทำไมคนไม่เข้า
ทั้ง ๆ ที่ต้องมีคนเข้ามาถามหาของบ้าง มี Stock เหลือ ๆ บ้างมั้ย แต่ที่ใหม่นี่ ไม่มีเลย

ดีว่าบ้านเราเป็นคนอัธยาศัยดี คุยกับเค้าไปหมด เรียกว่ารู้จักหมดทั้งซอย พอคุย ๆ กันไป
อาม่าที่ขายยาอยู่ถัดไปเค้าบอกว่า

“ลื้อนี่ดีเนอะ ไม่ดูถูกเค้า ตอนแรกเห็นบ้านสวย ๆ นึกว่าจะหยิ่ง แรก ๆ เลยไม่กล้าคุยด้วย ฯลฯ”
แม่เราเลยนึกออกเลย ทั้งซอยเป็นตึกแถวหมด บ้านเราก็ตึกแถว ดันมาติดกระจกซะสวย
คนเลยไม่กล้าเข้ามาแน่ ๆ เพราะคิดว่าขอแพง
ว่าแล้วรุ่งขึ้นตามช่างมาเอากระจกออกหมดเลย เปิดโล่ง ๆ ธรรมดา

ปรากฏว่าคนก็ค่อย ๆ เข้ามาดูของ มาซื้อหากันเรื่อย ๆ แล้วก็มีคนหนึ่งพูดว่า
ตอนแรกเห็นติดกระจก นึกว่าของแพงซะอีก

ดีที่บ้านเราไหวตัวทันนะเนี่ย

จากคุณ : saturn_eyes
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 15:46:18

#28

เห็นด้วยครับ ตอนนี้ผมกำลังจะเปิดร้านใหม่อยู่ เป็นร้านที่สอง แอบติดเว่อร์เหมือนกัน

เพราะร้านแรกเนี่ยเราขายได้ ร้านอยู่ได้ด้วยตัวเองละ แต่กับร้านใหม่เนี่ย คู่แข่งรอบด้านแต่ละคนแต่งร้านกันแบบจัดเต็ม ตอนแรกว่าจะเอาบ้าง แต่คิดไปคิดมา ถ้ามันไม่เวิร์คละ ร้านนี้เราสู้เหนื่อยแน่ๆ โชคดีที่ขนาดร้านมันไม่ใหญ่มาก ทำอะไรมากไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่คิดไว้สั่งทำเฟอร์ใหม่หมด ปูพรม แถมจะติดทีวีไว้เปิดเอ็มวีอีก ซึ่งไม่ได้จำเป็นอะไรเลย 55 แต่คิดไปคิดมามันเยอะและเว่อร์ไปจริงๆ ก็เลยเหลือแค่สั่งเฟอร์บางชิ้น สั่งทำเคาน์เตอร์(อีเคาน์เตอร์เนี่ยแพงมาก) กะติดวอลล์เปเปอร์ ส่วนที่เหลือก็ใช้ของธรรมดา เน้นลูกเล่นในการจัดวางสินค้าเอา ถ้าจัดเต็มแล้วสู้เขาไม่ไหวนี่แย่เลย เพราะทำเลก็ธรรมดาอีกต่างหาก

จากคุณ : Rule_Of_Rose
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 16:54:50

#30

ขอบคุณ จขกท ที่เขียนกระทู้นี้ขึ้นมาสะกดความอยากเวอร์ ของคนที่คิดจะทำและกำลังทำธุรกิจอยู่

ของเราออกแนวคล้ายคคห 21 ค่ะ คือ เราเปิดร้า่นขายของชำอยู่ตปท(เยอรมนี)
โดยเปิดก่อนที่ร้านเก่า(ร้านคนอื่น)จะปิดตัวลงประมาณห้าเดือน ก่อนหน้านั้นเจ้าของร้านนั้นเสนอเซ้งกิจการให้เรา แต่ดูแล้วร้านเค้าค่าเช่าแพงเกินไปสำหรับกำลังซื้อของเเมืองที่เราอยู่ และเค้าเป็นคนเวียดนามหมายความว่าสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่คนเวียดนามรู้จักและรับประทานกัน ไอ้เรามันเป็นคนไทยถนัดอะไรแบบไทยๆ เราเลยไม่เซ้งต่อ แต่ออกหาทำเลใหม่ จนมาได้ร้านที่อยู่บนถนนเดียวกันห่างกันแค่ร้อยกว่าเมตร แถมค่าเช่าถูกกว่าหลายตังค์ พวกชั้นเราก็ซื้อของมือสองในอีเบย์ มีบางรายการที่ซื้อใหม่เช่นตู้เย็นแช่ผัก ตู้แช่แข็ง เครื่องคิดเงิน เราเน้นความสะอาดของร้าน และให้คำแนะนำเรื่องการทำอาหาร เราหาผู้ค้าส่งไว้ประมาณสี่ห้าราย แต่ละเจ้าจะมีความเหมือนและความแตกต่างกัน เราก็เลือกสั่งตามคุณสมบัติเหล่านั้น เช่น สินค้าส่วนใหญ่ๆสั่งจากเจ้าA เพราะราคาถูก สินค้าบางตัวสั่งจากผู้ค้าส่งB เพราะคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของลูกค้า เป็นต้น ส่วนราคาเราิอิงราคาตลาดแต่ไม่ตั้งราคาต่ำเกินไป เพราะรัศมียี่สิบกิโลไม่มีร้านชำที่ขายของเอเชีย บางห้างที่เยอรมนีจะมีพวกเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี น้ำจิ้มไก่ บ้างแต่ราคาสูงกว่าร้านเราสองถึงสามเท่า ผ่านมาปีกว่าๆตอนนี้รายได้ครอบคลุมรายจ่ายทุกอย่างในร้านได้ดีระดับหนึ่งค่ะ เรื่องโมษณาตอนเปิดร้านแรกๆก็มีทะเลาะกับแฟนบ้าง เพราะเค้าอยากให้ลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เยอะๆ ลงแต่ละครั้งไม่ถูกเลยค่ะ เรามองว่าการซื้อมาขายไปแบบร้านชำมันมีกำไรน้อย ทุ่มโฆษณาไปไม่รู้จะคุ้มหรือเปล่า เราเลยเปิดเฟสบุ๊คให้ร้าน และทำเวปไซท์เสียค่าใช้จ่ายเดือนละสิบยูโร พอดีแฟนได้ข้อเสนอจากกูเกิ้ลให้ลงใน google serch ฟรี ตอนนี้ถ้าพิมพ์หาร้านชำและพิมพ์ชื่อเมืองที่เราอยู่ลงไปร้านเราก้ขึ้นมาอันดับแรกเลยค่ะ ในเวปไซท์เราจะลงวิธีทำอาหารไทยไว้ โดยใช้วิธี Step by step คือมีรูปวิธีทำแต่ละขั้นตอนให้เห็นกันชัดเจนไปเลย และเรารับส่งสินค้าทางไปรษณีย์ด้วยค่ะ โดยให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีก่อนแล้วเราก็ส่งของให้

จากคุณ : Brunnett
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 17:36:38

#35

ถูกใจค่ะ

ตัวอย่างมีมากเลนค่ะ อย่างพวกเปิดร้านใหม่จัดร้านโอเวอร์ วัสดุอุปกรณ์แพงหมด แต่เอาเข้าจริง ๆ ขายของไม่เป็น

ฝากไว้ถึงนักศึกษาจบใหม่ที่อยากเป็นเจ้าของกิจการด้วยล่ะกันนะคะ เพราะว่าเราอยู่ในธุรกิจขายเสื้อผ้า เห็นบางร้านเปิดใหม่ (ก็พวกนักศึกษาเพิ่งจบเนี๊ยแหละ) ตัวเองไม่มีประสบการณ์แต่มั่นใจเกินไม่ปรึกษาใคร แต่งร้านซะเวอร์ ลงหุ่นแบบดีจัด ไม้แขวนสวยเกินความจำเป็น ถุงใส่ของขายอีก โอ๊ยยย.. เห็นแล้วจะเป็นลม อะไรประหยัดต้นทุนได้ ประหยัดไปเถอะค่ะ ยอดขายมันไม่แน่นอน ยิ่งคนขายไม่เป็นลูกค้าเดินเข้ามาแล้วใบ้กินนี่จบเลย การบริหารเงินก็สำคัญนะเพราะเปิดร้านเองเงินผ่านมือมากเผลอใช้เงินมือเติบสุดท้ายติดลบ

ด้วยความหวังดี ^_^

จากคุณ : No-eY me
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 20:54:03

#37

จากกที่ จขกท. เล่าเรื่องเพื่อน เอาตามตรงนะครับ….
จัดร้านซะหรู ไปเปิดดงนักศึกษา … คิดอะไรอยู่
นักศึกษาไม่มีเงินไปซื้อแพงทุกวันหรอกครับ

ร้านกาแฟโรงงาน … แต่งร้านหรูไปทำไม
พนักงานโรงงานเค้าไม่สนร้านหรูๆหรอก

สรุป สองเคสที่คุณ จขกท. ยกตัวอย่างมา
เค้าไม่ได้เจ๊งเพราะประมาท เว่ออะไรหรอก
แค่เปิดผิดที่ผิดทาง ไม่เหมาะสมกับลูกค้าเท่านั้นเอง

ผมจะมองคนละมุมกับ จขกท. ได้ไหม

ไม่ใช่ว่าจัดเว่อ จัดเต็ม แล้วจะเจ๊งทุกราย … มันอยู่ที่ว่าจัดเหมาะสมกับลูกค้าหรือเปล่า

กลุ่มลูกค้าที่ จขกท. ว่ามา ผมจัดอยู่ในกลุ่ม medium-low นะ คือกำลังจ่ายในระดับกลางถึงต่ำ แล้วจะไปเปิดร้านหรูขายแพงใครเค้าจะซื้อ แรกๆอาจจะเห่อ แต่หลังๆก็คงซา

คิดจะจัดเว่อ จัดเต็ม ต้องขายลูกค้ากลุ่ม medium -high ลงทุนไปเถอะเว่อๆ ทำร้านหรู
แล้วก้ขายแพงๆไปเลย บริการสุดยอด ภาพลักษณ์สุดหรู ลูกค้ากลุ่มนี้เค้ายอมอยู่แล้ว
ลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังจ่ายเยอะ เค้าไม่สนใจราคาหรอก คุณภาพสินค้าดี สะดวกสบาย บริการดี เค้าสนับสนุนอยู่แล้วนะ

สรุป เจ๊งไม่เจ๊งไม่เกี่ยวกับทำธุรกิจเว่อร์ มันอยู่ที่ความเหมาะสมของหลายๆย่างรวมกันครับ

จากคุณ : safetymind
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 21:43:48

#38

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอาจจะต้องมองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าเป็นระดับไหน ประกอบกับเงินทุน ทุนเยอะมองกลุ่มลูกค้ากลางๆไปถึงสูงได้ ทุนน้อยก็ค่อยๆไต่

จากคุณ : diginiwa
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 22:16:34

#39

พ่อแม่ผมเปิดร้านกาแฟ รถเข็น ขายให้คนในหมู่บ้านและพนักงานโรงงานฝั่งตรงข้าม
ครั้งนึงผมเคยถามว่า…ทำไมไม่ทำร้านดีๆ เพิ่มน้ำมาเยอะๆให้มันหลากหลาย คนจะได้มีทางเลือก
พ่อแม่ตอบว่า “จะทำไปขายให้ใครล่ะลูก แถวนี้เค้ากินกันแบบนี้”

แล้วก็จริงนะ มีร้านมาเปิดใหม่หลายร้าน ทำร้านสวยๆ มีน้ำหลากหลายมากมายให้เลือก
แรกๆก็ขายดี ต่อไปก็เริ่มซา จนต้องปิดกันไปหมด

พ่อแม่ผมจบ ป. 4 อาชีพค้าขายยังเข้าใจหลักการ “ขายของให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเลย”
แล้วคนที่เรียกตัวเองว่านักธุรกิจลืมหลักการพื้นฐานข้อนี้ไปได้ยังไง ?

ทุกวันนี้พ่อแม่ก็ยังขายแบบเดิมอยู่ กับลูกค้าเดิมๆ
รายได้ดีกว่าลูกๆที่เรียนจบ ป.ตรี ป.โท ซะอีก
ถ้าพ่อแม่ผมไปเปิดร้านรถเล็กๆในพารากอน ก็คงเจ๊งเหมือนกัน เพราะไม่มีคนกินหรอก 😀

ทำธุรกิจต้องเสี่ยงครับ ไม่มีนักธุรกิจคนไหนจับธุรกิจปุ๊บรวยปั๊บ ประสบความสำเร็จเลย แต่ละคนล้วนผ่านการเจ๊งมาแล้วทั้งนั้น … อยู่ที่ว่าใครจะยอมแพ้หรือสู้ต่อไป
ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็อย่าทำธุรกิจเลย อยู่เป็นมนุษย์เงินเดือนแบบผม หรือรับราชการเลยก็ได้อันนั้นไม่เส่ยงแน่นอน 😀

จากคุณ : safetymind
เขียนเมื่อ : 8 ต.ค. 55 23:32:13

#41

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ #37 นะครับ
และเท่าที่อ่านๆดูไล่ลงมา ส่วนใหญ่ที่เจ๊งคือไปลงทุน
กับคนผิดกลุ่ม พูดง่ายๆก็คือเหมือนเอาหวีไปขายคนหัวล้าน

กับกลุ่มคนที่ไม่มีกำลังซื้อไปทำร้านแบบนั้นมันไม่ work อยู่แล้วครับ
แต่ถ้าลองไปเปิดแถวเอกมัย ทองหล่อ แล้วไม่ทำอะไรเลย
ผมว่าร้านก็เจ๊งเหมือนกันครับ

อันนี้มันไม่ได้มีหลักตายตัวเสมอไปว่าลงทุนเยอะๆแล้วจะต้องเจ๊งทุกคน
เพื่อนผมทำธุรกิจคาร์แคร์ เปิดแบบจัดเต็ม ลงทุนตกแต่งไปล้านกว่าๆ
ทั้งๆที่ทำเลนั้นมีคาร์แคร์อยู่แล้ว 3 เจ้า แต่เจ้าอื่นไม่ตกแต่งอะไรเลย
ล้างรถคิดแค่ 80 เพื่อนผมเปิดใหม่คิด 150 ปรากฏว่า 3 เจ้าที่เปิดมาก่อน
เจ๊งเลยครับ มีแต่คนยอมมาต่อคิวที่ร้านเพื่อนผม เพราะต่อให้รอนาน
ก็มีห้องแอร์ให้นั่ง มีเนทให้เล่น

นั่นก็เพราะคนที่มีรถเค้ามีกำลังที่จะจ่าย และต้องการสิ่งที่ดีที่สุด
ซึ่งเพื่อนผมเปิดมาไม่ถึงปีตอนนี้คืนทุนไปแล้ว ในเรื่องของธุรกิจ
มันไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้ในทุกๆสถาณการณ์หรอกครับ
เราต้องรู้จักวิเคาระห์เป็นเรื่องๆไป 🙂

จากคุณ : rar chair
เขียนเมื่อ : 9 ต.ค. 55 03:27:29

#42

คุณsafetymind คห.37 และ คุณrar chair คห.41

ขอบคุณมากครับ ที่ได้เสนอหลักคิดในมุม เวอร์แบบไหนที่เหมาะสม

“คิดจะจัดเว่อ จัดเต็ม ต้องขายลูกค้ากลุ่ม medium -high ลงทุนไปเถอะเว่อๆ ทำร้านหรู
แล้วก้ขายแพงๆไปเลย บริการสุดยอด ภาพลักษณ์สุดหรู ลูกค้ากลุ่มนี้เค้ายอมอยู่แล้ว
ลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังจ่ายเยอะ เค้าไม่สนใจราคาหรอก คุณภาพสินค้าดี สะดวกสบาย บริการดี เค้าสนับสนุนอยู่แล้วนะ”

“ทำธุรกิจคาร์แคร์ เปิดแบบจัดเต็ม ลงทุนตกแต่งไปล้านกว่าๆ
ทั้งๆที่ทำเลนั้นมีคาร์แคร์อยู่แล้ว 3 เจ้า แต่เจ้าอื่นไม่ตกแต่งอะไรเลย
ล้างรถคิดแค่ 80 เพื่อนผมเปิดใหม่คิด 150 ปรากฏว่า 3 เจ้าที่เปิดมาก่อน
เจ๊งเลยครับ มีแต่คนยอมมาต่อคิวที่ร้านเพื่อนผม เพราะต่อให้รอนาน
ก็มีห้องแอร์ให้นั่ง มีเนทให้เล่น”

จะทำอะไรเวอร์ๆทั้งที ต้องเวอร์อย่างมีชั้นเชิงครับแบบนี้ครับ

เยี่ยมมากๆ ขอบคุณครับ

จากคุณ : จขกท. (มาม่ากับปลากระป๋อง)
เขียนเมื่อ : 9 ต.ค. 55 08:26:33

#46

คือ จริงๆแล้วความ “เว่อร์” มันมีข้อกำหนดของมันนะครับ อย่าดูแค่น้อยกับมาก มันมีเกณฑ์ที่เหมาะสม

เหมือนกับการทำโรงแรม ซึ่งแต่ละโรงแรมก็จะมีกำหนดอยู่แล้ว ว่าเราต้องใช้ “ค่าตกแต่งห้องพัก” เท่าไร

เช่น (ตีตัวเลขกลมๆเอาง่ายๆ)
โรงแรม 3 ดาว อยู่ที่ตารางเมตรละ 10000 บาท
โรงแรม 5 ดาว อยู่ที่ตารางเมตรละ 20000 บาท

ดังนั้น ถ้าคุณใช้ 20000 ไปทำโรงแรมสามดาว ก็แปลว่าคุณเข้าข่ายเวอร์ ที่ใช้งบเกินที่ควรจะเป็น กำไรที่ได้ก็ไม่สอดคล้อง เช่นเดียวกับถ้าคุณใช้เงินน้อยมาก แบบ 8000 ไปทำโรงแรม 5 ดาว แล้วไปคิดราคาโรงแรม 5 ดาว ผมว่าก็ต้องเตรียมเจ๊งเหมือนกัน

สรุปคือ เราต้องหาเกณฑ์ที่เหมาะสม กับธุรกิจที่เรากำลังจะทำให้เจอ และถ้าได้เปรียบเรื่องต้นทุน เช่นซื้อของ 20000 ในราคา 15000 แบบนี้จะดีที่สุดครับ เพราะได้คุณภาพเท่ากัน ในต้นทุนที่ต่ำกว่า

จากคุณ : Ivalice (Ivalice)
เขียนเมื่อ : 9 ต.ค. 55 15:04:31

ที่มา : http://www.pantip.com